แลเด็กเห็นเรา

posted on 16 Jan 2015 13:46 by touchkay

แลเด็กเห็นเรา

ร่างต้นฉบับเมื่อวันเสาร์ที่๑๐ มกราคม ๒๕๕๘

 

ระยะนี้ฉันห่างหายจากการเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ให้ท่านผู้อ่าน  เนื่องจากทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ช่วยพี่สาวเลี้ยงลูก (หลานชายของฉันนั่นเอง)  ๒ ปีเศษที่ผ่านมา  หลานชายคนนี้ได้สอนบทเรียนใหม่ ๆ  ทำให้ฉันได้คิดทบทวนชีวิต และได้ความคิดสำหรับเขียนบทความนี้  ประกอบกับวันนี้เป็นวันเด็กแห่งชาติพอดี  จึงถือโอกาสเขียนซะเลย

                เมื่อเราเห็นเด็กซึ่งเป็นลูกหลานเราซน ดื้อ หงุดหงิด อาละวาด เอาแต่ใจ  เราดุเขา หงุดหงิดใส่เขา  มองว่าความซน ดื้อ หงุดหงิด อาละวาด เอาแต่ใจนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก   เราอาจลืมไปแล้วว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก  เราก็เคยเป็นเด็ก เคยซน เคยดื้อ เคยหงุดหงิด เคยอาละวาด เคยเอาแต่ใจตัวเองจนทำให้พ่อแม่เคยปวดหัวเหมือนกัน  สรุปว่า ลูกหลานของเราคือกระจกสะท้อนภาพของเราในวัยเด็กนั่นเอง

หากเราจะโต้แย้งเพื่อเข้าข้างตนเอง หรือใช้กลไกปกป้องตนเองตามหลักจิตวิทยาว่า “เขาซนกว่าเรา ดื้อกว่าเรา  ตอนเรายังเด็กไม่ดื้อไม่ซนมากขนาดนี้นี่นา”  ข้อนี้ก็อาจจะจริง เพราะเด็กรุ่นเรามาพัฒนาสมองอย่างจริงจังตอนออกจากท้องแม่แล้ว  ส่วนเด็กรุ่นลูกหลานเรา ณ วันนี้ ได้รับการพัฒนาสมองตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เช่น การฟังเพลงคลาสสิก  เด็กรุ่นเรากับเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานเราจึงแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม การทำใจยอมรับว่าความซน ความดื้อ อารมณ์หงุดหงิด การอาละวาด และการเอาแต่ใจ  เป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เราประมาท หย่อนยาน วางเฉยจนไม่ต้องอบรมสั่งสอนเด็ก  การขัดเกลา การอบรมสั่งสอนก็ควรมี ควรทำด้วยความเมตตา ด้วยเหตุผล  สิ่งใดที่เขาไม่ควรทำ เราควรค่อย ๆ อธิบายให้เขาฟัง ไม่ใช่สั่งห้ามอย่างเดียว เช่น อย่าเล่นปลั๊กไฟ อย่าเล่นพัดลม อย่าวิ่งเร็วมาก  ควรระบุเหตุผลว่าห้ามเพราะมันอันตราย วิ่งเร็วเดี๋ยวหกล้ม  พัดลมหมุนนิ้วอาจทำให้บาดเจ็บ เล่นปลั๊กไฟแล้วไฟดูดถึงตาย เมื่อตายแล้วจะไม่ได้เจอพ่อแม่อีกเลย  หากอธิบายแล้วยังไม่เชื่ออีก  เขาก็จะได้เรียนรู้ด้วยตนเอง พิสูจน์เอง ล้มเอง โดนเอง เจ็บเอง (เด็กบางคนเป็นแบบนี้) แต่เจ็บแล้วจะจำหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

การอบรมสั่งสอนไม่ควรทำด้วยอารมณ์รุนแรง  เพราะถ้ายิ่งรุนแรง เด็กจะยิ่งต่อต้าน  ควรรู้ใจเด็กตามสถานการณ์  ไม่ได้หมายความว่าให้ตามใจเด็ก  เป็นการยืดหยุ่นกับกฎระเบียบบ้างตามสถานการณ์เฉพาะหน้า  สรุปก็คือ ไม่เข้มงวดเกินไป และไม่หย่อนยานเกินไป  และสิ่งสำคัญยิ่งกว่าคำสอน คำขวัญ และคำอธิบายใด ๆ คือ “การกระทำ”

อย่าว่าแต่เด็กเลยที่ต้องถูกอบรมสั่งสอน  ผู้ใหญ่อย่างเราก็ต้องถูกอบรมสั่งสอนเช่นกัน ไม่ใช่เรียนจบตามระบบการศึกษาแล้วก็จบเลย  บางคนคิดว่า “ฉันรู้หมดแล้ว ไม่ต้องมาสั่งสอนฉัน”  เราต้องเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลาจนกว่าจะตาย  โดยมีผู้ที่อายุมากกว่าเรา ผู้ที่อายุน้อยกว่าเรา ประสบการณ์ของเรา และสิ่งรอบตัวเป็นครู  และครูที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ “ความใฝ่รู้”

                อีกเรื่องหนึ่งฉันได้ยินคำกล่าวจากรายการทางโทรทัศน์ “เด็กมีวิธีเติมเต็มความเบิกบานให้แก่ชีวิต เป็นวิธีที่เขารู้ได้เอง”  นี่คือสิ่งที่ฉันสังเกตได้จากหลานชายเช่นกัน  อารมณ์เขาเปลี่ยนแปลงเร็วมาก  งอแงแป๊บหนึ่งก็อารมณ์ดี  เมื่อมีสิ่งใดเบนความสนใจเขาก็หัวเราะได้

ฉันย้อนกลับมานึกถึงตนเองในภาคผู้ใหญ่ในปัจจุบัน  รวมทั้งสังเกตคนรอบข้างจึงพบว่า เมื่อวันเวลาผ่านไป เรากลับลืมวิธีเติมเต็มความเบิกบานที่อาจเคยทำได้ในวัยเด็กว่าทำอย่างไร  ปล่อยให้วิธีเติมเต็มความทุกข์ตรมขมไหม้เข้าไปแทนที่และสะสมเป็นเวลายาวนาน  หากเราโทษว่าความทุกข์นั้นเกิดจากคนอื่น ก็มีเรื่องน่าคิดอีกว่า  คนอื่นเขาใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการทำให้เราทุกข์ แล้วเหตุไฉนเราจึงใช้เวลานานนับปีเก็บความทุกข์นั้นไว้ในสมองเรา ในใจเรา และเก็บลึกจนถึงจิตใต้สำนึกของเรา  เพราะเราคิดต่อ เติมต่อ ตอกย้ำความทุกข์เองหรือเปล่า?

                เราอยากเห็นสิ่งใด จงเป็นสิ่งนั้น  เราอยากเห็นเด็กเป็นเช่นไร ก็จงเป็นเช่นนั้น  เราเล่านิทานให้เด็กฟัง สักวัน เขาอาจกลับมาเล่านิทานให้เราฟังบ้าง

                เมื่อสามวันก่อน หลานชายอายุสองขวบเล่านิทานเรื่อง "ลิง" ให้น้าเก๋ฟัง  เป็นนิทานที่เขาคิดเอง เล่าเองขณะดูบัตรภาพลิง
"ลิงปีนต้นไม้ ตกลงมา ต้องพยาบาล ต้องรักษา"
น้าถามต่อ "แล้วยังไงต่อ รักษาหายไหม"  หลานตอบสั้น ๆ "อือ"

 

                ทัชชา ปิยวัฒนเมธา

                email : touchkay@gmail.com

Comment

Comment:

Tweet