รวมอาขยานในความทรงจำ

posted on 18 Mar 2014 17:10 by touchkay directory Knowledge, Diary

รวมอาขยานในความทรงจำ 

 

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗ ดิฉันได้ฟังรายการ “สนทนาภาษาดนตรี” ทางสถานีวิทยุ อสมท fm 100.5 MHZ  อาจารย์วัฒนะ บุญจับ สนทนากับคุณบวรพงศ์ ศุภโสภณ เรื่อง “อาขยาน” (บทท่องจำ)

ขณะที่ดิฉันฟังผู้ใหญ่ทั้งสองสนทนากันผ่านเครื่องรับวิทยุ ความทรงจำเก่า ๆ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วเริ่มพรั่งพรูออกมาจากสมอง  เสียงท่องอาขยานดังก้องอยู่ในหัวเต็มไปหมด  เหตุการณ์ทุกฉากทุกตอนชัดเจนราวกับภาพและเสียงอันคมชัดจากเครื่องรับโทรทัศน์

 

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่ห้องเรียนชั้นอนุบาล ๑ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ  ครูแฉล้ม แย้มเอี่ยม (ครูแฉล้มเป็นผู้ชาย) สอนนักเรียนท่องอาขยานพร้อมกัน  ท่านค่อย ๆ ต่อให้ทีละวรรค  หลังจากนั้น หากครูแฉล้มเข้ามาสอนวันไหนก็จะได้ท่องอาขยานบทนี้ทุกครั้งจนจำขึ้นใจ

“แมวเอ๋ยแมวเหมียว                                 รูปร่างประเปรียวเป็นนักหนา

ร้องเรียกเหมียวเหมียวเดี๋ยวก็มา                 เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู

รู้จักเอารักเข้าต่อตั้ง                                 ค่ำค่ำซ้ำนั่งระวังหนู

ควรนับว่ามันกตัญญู                               พอดูอย่างไว้ใส่ใจเอย”

ขณะนั้นดิฉันรู้จักอาขยานบทนี้ในชื่อ “แมวเอ๋ยแมวเหมียว”  ต่อมาเมื่อดิฉันโตขึ้นจึงได้ทราบภายหลังว่า อาขยานบทนี้ชื่อ “แมวเหมียวแยกเขี้ยวยิงฟัน” ประพันธ์โดย นายทัด เปรียญ จากหนังสือดอกสร้อยสุภาษิต  อาขยานบทนี้สอนเรื่องความกตัญญู  ดูแลเอาใจใส่ผู้มีพระคุณหรือผู้อุปการะเลี้ยงดูเรา

 

เหตุการณ์ที่ ๒  ขณะนั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน  ภาพยนตร์โฆษณาของเครือซีเมนต์ไทยทำให้ดิฉันได้อาขยานบทต่อมา  โฆษณาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหลายวันหลายเวลา  ดิฉันฟังเสียงเด็กในโฆษณาท่องอาขยานซ้ำแล้วซ้ำอีกจนจำขึ้นใจ

“เด็กเอ๋ยเด็กน้อย                         ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา

เมื่อเติบใหญ่จะได้มีวิชา                           เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน

ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน      จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล

ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน                       เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย”

            ขณะนั้นดิฉันยังไม่เห็นคุณค่าของอาขยานบทนี้  ขี้เกียจบ้าง ขยันบ้าง  เมื่อโตขึ้นจึงเข้าใจ  ทุกวันนี้ดิฉันมักจะท่องอาขยาน “เด็กน้อย” ให้หลานชายฟังบ่อยๆ

 

            เหตุการณ์ที่ ๓  ณ ห้องเรียนวิชาจริยศึกษา  โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ  สอนโดยคณะซิสเตอร์ซาเลเซียน  ท่านไม่ได้สอนด้วยวิธีเทศนา  ท่านสอนด้วยเพลง นิทาน และบทร้อยกรอง

เมื่อดิฉันมานึกทบทวนความหลัง  นึกถึงเฉพาะบทร้อยกรอง ปรากฏว่าลืมเกือบหมด  เหลือเพียงบทร้อยกรองผสมระหว่างกลอนแปด ๑ บท กับกาพย์ยานีสิบเอ็ด ๑ บท  มีเนื้อความดังนี้ (การเว้นวรรคเป็นไปตามจังหวะการท่องที่ซิสเตอร์เคยสอนไว้)

            “คำขอบคุณ ขอบใจ และขอโทษ               ขอได้โปรด หัดใช้ ให้ติดปาก

ฟังก็เพราะ พูดก็ง่าย จำไม่ยาก                              น่ารักมาก เป็นผู้ดี มีคนชม

            ขอบคุณ ยกมือไหว้                                  เมื่อผู้ใหญ่ ให้สิ่งของ

ทำผิด เราก็ต้อง                                                  กล่าวขอโทษ โดยเร็วพลัน”

            จุดมุ่งหมายของซิสเตอร์ในการสอนร้อยกรองบทนี้เพื่อให้นักเรียนนำไปใช้เป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  นอกจากนี้ ดิฉันได้ความเจ้าบทเจ้ากลอนซึมซับเข้าไปในจิตวิญญาณโดยไม่รู้ตัว  ขณะสอน ซิสเตอร์ไม่ได้บอกว่านี่คือกาพย์ นี่คือกลอน  ในเวลาต่อมา เมื่อดิฉันได้ฟัง ได้อ่าน และได้ศึกษาคำประพันธ์ลักษณะเดียวกัน จึงสามารถวิเคราะห์ได้

 

เหตุการณ์ที่ ๔  ณ ห้องเรียนชั้นอนุบาล ๒ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ  ครูเสริมสุข อนันตพงศ์ สอนนักเรียนท่องอาขยาน “ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่” ว่าด้วยคำที่ใช้ไม้ม้วน ๒๐ คำ  ดิฉันมักจะเรียกสั้น ๆ ว่า “อาขยานยี่สิบม้วน”  อาขยานบทนี้มีประโยชน์มาก  ทำให้ไม่สับสนในการใช้ไม้ม้วน (ใ) และไม้มลาย (ไ)

            “ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่                                    ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ

ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ                                                    มิหลงใหลใครขอดู

จะใคร่ลงเรือใบ                                                   ดูน้ำใสและปลาปู

สิ่งใดอยู่ในตู้                                                      มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง

บ้าใบ้ถือใยบัว                                                     หูตามัวมาใกล้เคียง

เล่าท่องอย่าละเลี่ยง                                            ยี่สิบม้วนจำจงดี”

            ขอตัดบทมาเล่าเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้  ดิฉันเคยตรวจทานบทความของเพื่อนคนหนึ่ง  เขาเขียนคำว่า “ไกล” กับ “ใกล้” สลับสับสนไปหมด  คือ “ใกล” ใช้ไม้ม้วน และ “ไกล้” ใช้ไม้มลาย  มิหนำซ้ำยังเขียนคำว่า “หลงใหล” เป็น “หลงไหล”  ดิฉันจึงติงเขาโดยใช้อาขยานยี่สิบม้วนเป็นหลักฐาน

 

            เหตุการณ์ที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ ณ ห้องเรียนชั้น ป. ๑ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ  ครูอรุณศรี การเสถียร แจกสมุดให้นักเรียนคนละ ๑ เล่ม  ครูให้ทุกคนเขียนหน้าปกว่า “สมุดคำกลอน”  ครูอรุณศรีมักจะคัดเลือกกลอนจากแหล่งต่าง ๆ มาให้นักเรียนจดใส่สมุดเล่มนี้  เสียดายที่ดิฉันทำสมุดหายไปแล้ว  เหลือเพียงร้อยกรองบางบทบางตอนอยู่ในความทรงจำ

            “ทรวดทรงทราบทรามทราย                       ทรุดโทรมหมายนกอินทรี

มัทรีอินทรีย์มี                                                      เทริดนนทรีพุทราเพรา

ทรวงไทรทรัพย์แทรกวัด                                        โทรมมนัสฉะเชิงเทรา

ทอรอเหล่านี้เรา                                                   ออกสำเนียงเป็นเสียงซอ”

 

            บางคนมองอาขยานเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่สำคัญ ไม่มีประโยชน์ แต่สำหรับดิฉัน อาขยานมีประโยชน์ ๘ ประการ ดังนี้

๑.     ช่วยให้อ่านและเขียนได้ถูกต้อง เช่น อาขยานยี่สิบม้วน (ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่) อาขยาน ทร ออกเสียงเป็น ซ (ทรวดทรงทราบทรามทราย)

๒.     มีข้อคิดและคติสอนใจในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อาขยานต่าง ๆ ในชุดดอกสร้อยสุภาษิต

๓.     ทำให้เกิดความสามัคคีและความพร้อมเพรียงในหมู่คณะ  กิจกรรมท่องอาขยานในห้องเรียน  นักเรียนจะท่องพร้อมกันให้ตรงจังหวะ  อาจารย์วัฒนะ บุญจับ อธิบายว่า “การท่องอาขยานเน้นจังหวะ ไม่ได้เน้นความเสนาะ”

๔.     การท่องอาขยานเป็นอาณัติสัญญาณให้นักเรียนสมัยก่อนรู้ว่า ใกล้จะถึงเวลากลับบ้านแล้ว (ข้อมูลจากรายการสนทนาภาษาดนตรี  ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗)

๕.     ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของสมอง  คนสมัยก่อนจำสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นชุด

๖.     ทำให้มีคลังคำในสมองเพิ่มขึ้น

๗.     มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้สนใจศึกษาการประพันธ์บทร้อยกรองลักษณะต่าง ๆ  ใช้อาขยาน หรือวรรคทองเป็นตัวอย่างได้โดยไม่ต้องดูแผนผังบังคับของคำประพันธ์ (ใช้เสียงและจังหวะจะโคนที่จำได้ให้เป็นประโยชน์)

๘.     ทำให้ใจได้สัมผัสความงาม สัมผัสศิลปะการใช้ภาษา

 

แม้ขณะเรียนอาขยาน เรายังไม่เห็นคุณค่าในตอนนั้นก็ไม่เป็นไร  อาขยานเป็นเรื่องคลาสสิกที่ต้องใช้เวลา จึงจะเข้าใจ (สรุปใจความคำพูดของคุณบวรพงศ์ ศุภโสภณ)

 

บทส่งท้าย

            “การศึกษา” ในมุมมองของดิฉัน ควรประกอบด้วย การท่องจำ การทำความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ และการนำไปใช้ได้จริง  ทั้งสี่ประการนี้ล้วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน  ไม่ควรปฏิเสธสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือผลักไสสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แปลกแยกออกไป เช่น  แนวคิดเน้นความเข้าใจ ไม่ต้องท่องจำแล้ว  ถ้าเข้าใจ แต่จำถ้อยคำไม่ได้  เข้าใจ แต่นึกคำอธิบายไม่ออก ก็ไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้ได้  ความเข้าใจนั้นก็ไร้ประโยชน์

            ระบบการศึกษาไทยขาดสิ่งใด ก็ควรเติมสิ่งนั้น  ถ้าเห็นว่าการท่องจำหรืออาขยานมีมากเกินไป  ทำให้เด็กไทยเป็นนกแก้วนกขุนทอง ก็เติมความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ และการปฏิบัติเข้าไปถ่วงดุลได้  ไม่มีกฎหมายห้าม  เติมให้ครบมิติซีคะ

ทัชชา ปิยวัฒนเมธา

email : touchkay@gmail.com

Comment

Comment:

Tweet

สวัสดีค่ะคุณ issawalak
คำว่า "โทรมนัส" ที่ปรากฏในตัวอย่างอาขยาน "ทร ออกเสียง ซ" เกิดจากการพิมพ์ผิดของดิฉันเองค่ะ  ขออภัยด้วยนะคะ
คำที่ถูกต้องในอาขยานคือ "โทรมมนัส"  บางแหล่งข้อมูลก็พิมพ์ผิดเป็น "โทรมนัส" เช่นกัน  ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับคำ "โทมนัส" และ "โสมนัส" และเขียนผิดจนสับสนวุ่นวายกันไปหมด  การเน้นคำที่มี ทร ในวรรคนี้ เน้นคำว่า "โทรม" ค่ะ
ทรวงไทรทรัพย์แทรกวัด โทรมนัสฉะเชิงเทรา
คำว่า โทรมนัส คำนี้ถูกต้องหรือเปล่าครับ น่าจะเป็น
โสมนัส ช่วยขยายคำอธิบายหน่อยนะครับ
 ขอบคุณครับ

#2 By issawalak (1.1.182.43|1.1.182.43) on 2015-01-11 17:15

ผมอ่านได้ไม่หมด แต่ถูกใจบทส่งท้ายนะครับbig smile Hot!

#1 By ราศีกุมภ์ on 2014-03-18 20:25