ด้วยความตรากตรำทำงานหนักมาโดยตลอด ส่งผลให้ร่างกายของหลุยส์ เบรลล์ อ่อนแอลง และล้มป่วยในที่สุด  เขามีอาการหนาวสั่นและไออย่างรุนแรงตลอดเวลาจนลุกจากเตียงไม่ไหว  หมอแจ้งให้เขาทราบว่า เขาป่วยเป็นวัณโรค ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มียารักษา

หลุยส์ เบรลล์ ตระหนักดีว่า เขายังตายไม่ได้  อายุของเขาเพียง 26 ปีเท่านั้น  งานอักษรจุดนูนของเขายังไม่เสร็จสมบูรณ์  เขาจึงปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด คือนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารให้มากขึ้น ออกไปนอกโรงเรียนเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์มากขึ้น  เขาค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจนกลับมาสอนนักเรียนได้อีก

            ดอกเตอร์ปินิเยร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ปฏิบัติตนเป็นกัลยาณมิตรของหลุยส์ เบรลล์ มาโดยตลอด  เขาได้เก็บสะสมเงินส่วนตัวจำนวนหนึ่งที่พอจะช่วยหลุยส์ เบรลล์ จัดพิมพ์หนังสืออักษรจุดนูนได้  พวกเขาร่วมกันเตรียมการแต่แรก ตลอดจนตรวจแก้ไขทุกหน้า เพื่อให้แน่ใจว่า คำอธิบายต่าง ๆ จะเป็นที่เข้าใจของผู้อ่าน  ในที่สุดหนังสืออักษรจุดนูนก็พิมพ์สำเร็จ  หลุยส์ เบรลล์ ให้ชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า “Method of Writing Words and Music for and by the Blind”  ดอกเตอร์ปินิเยร์ได้ส่งหนังสือที่จัดพิมพ์จำนวนหนึ่งให้แก่บุคคลสำคัญต่าง ๆ  แต่ได้รับเพียงคำขอบคุณตอบกลับมาเท่านั้น

            ในช่วงที่หลุยส์ เบรลล์ กลับสู่บ้านเกิด เขาได้พยายามพบและพูดคุยกับผู้คนถึงเรื่องระบบอักษรจุดนูน แต่ผู้คนเหล่านั้นมักบอกให้เขาใจเย็น ๆ ต้องอดทน รอไปก่อน  เขาไม่ชอบคำพูดเหล่านี้เลย เพราะเขาป่วยจนร่างกายทรุดโทรมลงทุกปี  ตอนนี้เขาอายุ 30 ปีเศษ  เขาจะมีเวลาอดทนรออีกนานแค่ไหน?

            ในปี ค.ศ. 1841 (พ.ศ. ๒๓๘๔)  ดอกเตอร์ปินิเยร์ได้ลาออกจากโรงเรียน และมีผู้อำนวยการคนใหม่มาแทน ชื่อ ดอกเตอร์ดูโฟ (Dr. Dufeau) ซึ่งเป็นผู้ที่แตกต่างจากดอกเตอร์ปินิเยร์อย่างสิ้นเชิง  ผู้อำนวยการคนใหม่เป็นคนแข็งกร้าว ไม่เป็นมิตร และไม่ชอบความคิดเห็นใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ  รวมทั้งไม่ชอบระบบอักษรจุดนูนของหลุยส์ เบรลล์ด้วย แต่ยังคงยอมให้นักเรียนใช้ต่อไปในระยะแรกที่เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ

            หลุยส์ เบรลล์ ป่วยหนักอีกครั้งในฤดูหนาวปีหนึ่ง  หมอแนะนำเขาให้กลับบ้านเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ  ๖ เดือนต่อมา เขากลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งในสภาพที่แข็งแรงพอจะทำงานต่อไปได้ แต่เพื่อน ๆ และนักเรียนได้แจ้งข่าวร้ายให้เขาทราบว่า ช่วงที่เขากลับไปพักฟื้น ดอกเตอร์ดูโฟได้สั่งให้นักเรียนทุกคนหยุดใช้อักษรจุดนูนของ หลุยส์ เบรลล์ ในทุกกรณี และเผาหนังสืออักษรจุดนูนทั้งหมดที่หลุยส์ เบรลล์ ได้เพียรทำขึ้นสำหรับห้องสมุด  หลุยส์ เบรลล์ สิ้นหวัง และหมดกำลังใจทันที

            หลายสัปดาห์ต่อมา หลุยส์ เบรลล์ อยู่อย่างคนไม่มีชีวิตจิตใจ  ร่างกายเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ  เขาคิดว่า เขาคงไม่สามารถสู้ต่อไปได้อีก  เด็กนักเรียนรวมตัวกันไม่ยอมยุติการใช้อักษรจุดนูน  ดอกเตอร์ดูโฟยึดอุปกรณ์สไทลัสและกระดาษหนาทั้งหมด แต่นักเรียนไม่ย่อท้อ  เสาะหาเข็ม ตะปู หรือสิ่งใดก็ตามที่แหลมพอจะเจาะอักษรนูนมาใช้แทน  แม้บางครั้งจะถูกจับได้ว่ายังไม่เลิกใช้อักษรจุดนูน และถูกลงโทษต่าง ๆ นานา  พวกเขาก็ยังคงใช้อักษรจุดนูนต่อไป

            ครูตาดีของโรงเรียนเกือบทั้งหมดมีแนวคิดตรงกับดอกเตอร์ดูโฟ  พวกเขาเกรงว่าหากอักษรจุดนูนแพร่หลายไปถึงโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งอื่นแล้ว พวกเขาอาจเดือดร้อนจนตกงาน เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนและครูอาจจะเปลี่ยนเป็นคนตาบอดทั้งหมด แต่มีครูใหม่คนหนึ่งชื่อนายโกเด (Monsieur Gaudet) ไม่เห็นด้วยกับดอกเตอร์ดูโฟและครูส่วนใหญ่  เขาชอบอักษรจุดนูน และคิดว่าสักวันหนึ่งคนตาบอดทั่วโลกจะได้ใช้อักษรจุดนูนของเบรลล์แน่นอน  เขาจึงเจรจาให้ดอกเตอร์ดูโฟยอมรับความจริงต่อการใช้อักษรจุดนูนของเบรลล์ว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนตาบอดอย่างแท้จริง และขอร้องให้กลับมาสนับสนุน เพื่อจะได้รับการบันทึกว่าเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมผลักดันความสำเร็จของหลุยส์ เบรลล์  ในที่สุด ดอกเตอร์ดูโฟตัดสินใจอนุญาตให้นักเรียนตาบอดใช้อักษรจุดนูนของหลุยส์ เบรลล์ ต่อไปได้ในทุกกรณี

            อาคารของโรงเรียนมีสภาพเก่าและคับแคบมาก  ดังนั้นในปี ค.ศ. 1844 (พ.ศ. ๒๓๘๗) ทางการจึงให้มีการย้ายและสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ในอีกฟากหนึ่งของกรุงปารีส ซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน  ดอกเตอร์ดูโฟได้กำหนดให้วันเปิดโรงเรียนแห่งใหม่มีรายการสาธิตการใช้อักษรจุดนูนของหลุยส์ เบรลล์ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติมากมาย อาทิ ครู ผู้เชี่ยวชาญการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และเศรษฐีผู้มีจิตเมตตาทั้งหลาย

ครูโกเดได้อธิบายให้แขกรับเชิญทั้งหลายทราบเกี่ยวกับอักษรจุดนูนของหลุยส์ เบรลล์  และดอกเตอร์ดูโฟได้แนะนำเด็กหญิงตาบอดตัวน้อยที่น่ารักคนหนึ่งบนเวที และให้เด็กหญิงคนนี้จดทุกสิ่งที่ดอกเตอร์ดูโฟจะอ่านให้แขกรับเชิญฟังเป็นอักษรจุดนูนของหลุยส์ เบรลล์  เมื่อดอกเตอร์ดูโฟอ่านจบ เขาให้เด็กหญิงคนนี้อ่านสิ่งที่บันทึกให้แขกรับเชิญฟังจนครบทุกคำพูด  แขกทั้งหลายตื่นเต้นและดีใจที่ได้เห็นการสาธิตครั้งนี้  ต่างปรบมือแสดงความชื่นชมอย่างยิ่ง  แต่ยังมีแขกบางคนไม่เชื่อ และกล่าวหาว่าเป็นการแสดงมายากล บ้างก็ว่ามีการเตรียมการให้เด็กท่องบทล่วงหน้า  หลุยส์ เบรลล์ จึงกระซิบบอกดอกเตอร์ดูโฟให้แจ้งแขกผู้มีเกียรติว่าจะมีการสาธิตอีกครั้ง

เด็กชายตาบอดคนหนึ่งยืนบนเวที และเด็กชายตาบอดอีกคนหนึ่งอยู่นอกห้องสาธิต  เชิญแขกคนหนึ่งขึ้นมาบนเวที  จากนั้น ดอกเตอร์ดูโฟมอบหนังสือกองหนึ่งให้แก่แขกผู้นี้ให้เลือกเล่มใดก็ได้ เปิดหน้าใดก็ได้ และอ่านสิ่งใดก็ได้ให้ทุกคนได้ยิน  เด็กตาบอดบนเวทีจะจดทุกคำที่ได้ยินเป็นอักษรจุดนูน  จากนั้น ดอกเตอร์ดูโฟให้เด็กที่อยู่นอกห้องเข้ามารับแผ่นกระดาษอักษรจุดนูน และให้คลำอ่านดัง ๆ ทุกคำให้ทุกคนได้ยิน  ในที่สุด แขกผู้มีเกียรติทั้งหมดยอมรับว่า สิ่งนี้ไม่ใช่มายากล เป็นเรื่องจริงที่เด็กตาบอดเขียนและอ่านได้ด้วยอักษรจุดนูน  หลุยส์ เบรลล์ มีความสุขมากต่อการสาธิตครั้งนี้

            ในปี ค.ศ. 1844 (พ.ศ. ๒๓๘๗) เมื่ออายุ 35 ปี การสอนของหลุยส์ เบรลล์ ต้องยุติลง  วัณโรคได้กลับมารุกรานเขาอย่างหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว  เขามอบหมายให้ผู้อื่นช่วยสานต่อในการฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ เกี่ยวกับอักษรจุดนูนของเขา แต่อักษรจุดนูนของเขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อย ๆ จนผู้คนขนานนามว่า “เบรลล์” ซึ่งเขาชอบมาก เพราะเป็นชื่อสกุลของเขา

ครูในโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งอื่น ๆ เริ่มศึกษา เรียนรู้ และใช้อักษรจุดนูนเบรลล์ในการสอนนักเรียนตาบอด  และในปี ค.ศ. 1847 (พ.ศ. ๒๓๙๐)  โรงพิมพ์หนังสืออักษรจุดนูนเบรลล์แห่งแรกก็เริ่มพิมพ์หนังสือแทนการผลิตหนังสืออักษรนูนแบบดั้งเดิม

ส่วนหลุยส์ เบรลล์นั้น เมื่อเขารู้สึกสบายขึ้นก็กลับมาสอนดนตรีแก่นักเรียนตาบอดต่อไป พร้อมกับทยอยจัดทำหนังสืออักษรจุดนูนสำหรับห้องสมุดของโรงเรียน

            ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1851 (พ.ศ. ๒๓๙๔)  หลุยส์ เบรลล์ ป่วยเป็นไข้หวัดอย่างรุนแรง  เพื่อน ๆ ต่างมาเยี่ยมเขาอย่างไม่ขาดสาย

วันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1852 (พ.ศ. ๒๓๙๕)  เป็นวันที่มีลมพายุแรงและฝนตกหนัก  หลุยส์ เบรลล์ สิ้นใจอย่างสงบ

            ทุกวันนี้ชื่อเสียงของ หลุยส์ เบรลล์ เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก  เขาเป็นเพียงครูธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่มิได้ร่ำรวยแต่อย่างใด แต่คนตาบอดทั่วโลกต่างได้รับคุณูปการอันมีค่ายิ่งจากเขา นั่นคือ “อักษรเบรลล์” ซึ่งโรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วโลกได้ใช้อักษรเบรลล์ในการอ่าน เขียน และจัดพิมพ์หนังสือ

ณ หมู่บ้านที่หลุยส์ เบรลล์ เกิด ก็ได้สร้างอนุสาวรีย์หินอ่อนเพื่อรำลึกถึงเขา และมีข้อความจารึกไว้ว่า “แด่หลุยส์  จากคนตาบอดที่รำลึกพระคุณท่าน (To Louis from the grateful blind.)”

ส่วนร่างของหลุยส์ เบรลล์ ได้ถูกฝังไว้ที่สุสานปองเติง (The Pantheon) ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพสำหรับบุคคลผู้ได้รับเกียรติอย่างสูงของประเทศฝรั่งเศส  มีคนเป็นจำนวนนับล้าน ๆ คน ทั้งคนตาบอดสนิท คนสายตาเลือนราง และคนตาดีทั่วไปได้มาคารวะหลุมศพของ หลุยส์ เบรลล์ เพื่อจะส่งสารถึงเขาว่า “ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่ได้ทำให้เกิดการพิมพ์หนังสือสำหรับคนตาบอดได้สำเร็จ”

 

จากใจเจ้าของบล็อก

 

แม้ในยุคปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างหนังสือเสียง (audio book) คอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอ (screen reader) และโทรศัพท์ smartphone ให้คนตาบอดเข้าถึง และเป็นสื่อทางเลือกสำหรับการอ่านและการสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษร ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ แต่คนตาบอดที่มีโอกาสเรียนหนังสือเช่นดิฉันและพี่น้องผองเพื่อนไม่มีวันลืมเลือนอักษรเบรลล์ เพราะมันเป็นประตูบานแรกที่ทำให้เราอ่านออกเขียนได้ เป็นประตูบานแรกแห่งการเรียนรู้ของพวกเรา  อักษรเบรลล์ได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของพวกเราแล้ว

ขอบคุณหลุยส์ เบรลล์ ที่ทำให้คนตาบอดทั่วโลกได้เปิดโลกกว้างแห่งการเรียนรู้ และทำให้ดิฉันมีวันนี้

 

ทัชชา ปิยวัฒนเมธา

คนตาบอดสนิทชาวไทยคนหนึ่ง

วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ (ค.ศ. 2013)

 

 

edit @ 5 Jan 2013 15:50:42 by ทัชชา ปิยวัฒนเมธา

edit @ 5 Jan 2013 15:54:18 by ทัชชา ปิยวัฒนเมธา

Comment

Comment:

Tweet