ชีวิตนักเรียนของหลุยส์ เบรลล์ ในกรุงปารีสดำเนินไปด้วยดี แต่เรื่องการอ่านหนังสือไม่เป็นไปตามที่วาดฝันไว้  ในปี ค.ศ. 1820 (พ.ศ. ๒๓๖๓)  หนังสือสำหรับคนตาบอดที่หาอ่านได้มีเพียงอักษรนูนซึ่งลอกแบบจากอักษรปรกติ (Raised Print)  อักษรนูนชนิดนี้มักสร้างความยากลำบากและความสับสนอย่างยิ่งแก่นักเรียนตาบอด เช่น q มีลักษณะคล้ายกับ o  o คล้ายกับ c  i คล้ายกับ t  r คล้ายกับ b เป็นต้น  หลุยส์ เบรลล์ มีความกระตือรือร้นในการอ่านมาก แต่บางครั้งเขาก็อ่านผิด  การคลำอ่านเป็นไปอย่างเชื่องช้า  กว่าจะอ่านจบเล่มต้องใช้เวลานานนับเดือน

            ในห้องสมุดของโรงเรียนมีหนังสืออักษรนูนเพียง ๑๔ เล่มเท่านั้น เนื่องจากวิธีการจัดพิมพ์ต้องทำด้วยมือล้วน ๆ และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก  อักษรนูนแต่ละตัวมีขนาดความสูงอย่างน้อย ๓ นิ้ว เพื่อให้นักเรียนตาบอดใช้นิ้วคลำอ่านได้  ดังนั้นในหนังสือ ๑ หน้า จะบรรจุคำเพียงไม่กี่คำเท่านั้น  หลุยส์ เบรลล์ คิดตลอดเวลาว่าต้องมีวิธีอ่านหนังสือสำหรับคนตาบอดที่ดีกว่านี้ แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นวิธีใด

            วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1821 (พ.ศ. ๒๓๖๔)  มีนายทหารยศร้อยเอกชื่อ ชารลส์ บาร์บิเยร์ (Captain Charles Barbier) มาเยี่ยมเยือนโรงเรียน  เขาเป็นผู้คิดค้นวิธีการสื่อสารในที่มืดของเหล่าทหาร เรียกว่า “การเขียนในที่มืด (Night Writing)” และคิดว่าน่าจะนำวิธีการนี้มาปรับใช้เพื่อช่วยคนตาบอดในการอ่านหนังสือได้  หลักการของวิธีนี้คือการใช้จุดนูน  ใน ๑ คำ จะถูกจำแนกเป็นเสียงต่าง ๆ  และแต่ละเสียงจะแทนด้วยจุดนูนที่แตกต่างกัน  จุดนูนเหล่านี้เกิดจากการเจาะลงบนกระดาษหนาด้วยอุปกรณ์ปลายแหลมที่เรียกว่า “สไทลัส (Stylus)”  เมื่อกลับหน้ากระดาษจะสามารถสัมผัสจุดนูนที่แทนเสียงได้

            ในระยะแรกนักเรียนตาบอดรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะจุดนูนเหล่านี้มีขนาดเล็กเหมาะกับ นิ้วมือ สามารถสัมผัสได้ง่าย  แต่พวกเขาพบว่า การเขียนจุดนูนแบบนี้ยังไม่สมบูรณ์พอ เพราะไม่สามารถเจาะเขียนเพื่อแทนอักษรตัวใหญ่ (Capital Letters) ตัวเลข และเครื่องหมายต่าง ๆ  มันอาจจะเหมาะสำหรับการเขียนข้อความสั้นเพื่อสื่อสารกันทางการทหาร แต่ไม่เหมาะสำหรับการอ่านและการเขียนทั่วไปของนักเรียนตาบอด  อย่างไรก็ตาม หลุยส์ เบรลล์ ยังคงคิดว่า หลักการเขียนในที่มืดน่าจะเป็นเข็มทิศนำไปสู่วิธีการเขียนและอ่านที่ง่ายและสะดวกสำหรับคนตาบอดได้  เขาตัดสินใจจะคิดค้นหาวิธีที่ใช้ได้ผลต่อไป

            หลุยส์ เบรลล์ จะพกแผ่นกระดาษหนาและสไทลัสติดตัวตลอดเวลา  เขาทดลองเจาะจุดนูนหลากหลายรูปแบบ เพื่อค้นหาคำตอบที่เขาต้องการ  สไทลัสมีลักษณะคล้ายเหล็กแหลมซึ่งพ่อของเขาใช้เป็นมีดเจาะแผ่นหนังสัตว์ อันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เขาตาบอดนั่นเอง

            ผู้กองบาร์บิเยร์ทราบข่าวว่ามีผู้พยายามจะพัฒนาวิธีการเขียนจุดนูนให้ดีขึ้น  เขาจึงกลับมาเยี่ยมโรงเรียนเพื่อขอพบกับหลุยส์ เบรลล์  แต่การพบกันครั้งนี้ได้สร้างความผิดหวังให้แก่หลุยส์ เบรลล์ อีกครั้ง  เนื่องจากผู้กองบาร์บิเยร์ไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการที่จะทำให้คำที่เขียนสามารถให้ผลการอ่านได้เหมือนกันทุกครั้ง  มุมมองของผู้กองบาร์บิเยร์มีเพียงว่า “คนตาบอดไม่มีทางจะฉลาดกว่าคนตาดี  และคนตาบอดต้องยอมรับสิ่งที่ทำขึ้นง่าย ๆ และไม่จำเป็นต้องมีหนังสืออ่านมากมายเลย”  หลุยส์ เบรลล์ ตระหนักได้ทันทีว่า เขาจะต้องศึกษาและพัฒนาการเขียนจุดนูนนี้โดยลำพังต่อไป

            ในช่วงปิดภาคเรียน หลุยส์ เบรลล์ ยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่คร่ำเคร่งกับการหาวิธีเขียนจุดนูน  เมื่อเปิดภาคเรียน เขาก็จะหาเวลาคิดทดลองทำก่อนเวลาอาหารเช้า ช่วงพักระหว่างเรียน หลังอาหารค่ำ และบางครั้งก็ทดลองจนถึงช่วงกลางดึก  เพื่อน ๆ เป็นห่วงเขามาก เพราะเขาพักผ่อนไม่เพียงพอ และบางครั้งลืมรับประทานอาหารด้วย  แต่เขายังคงคิดและทดลองต่อไปจนเวลาผ่านไป ๓ ปี ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

            วันหนึ่งในช่วงปิดภาคเรียน  หลุยส์ เบรลล์ ฉุกคิดได้ว่า วิธีการเขียนจุดนูนของร้อยเอกบาร์บิเยร์ ใช้หลักการอิงกับเสียง  เสียงในภาษาฝรั่งเศสมีมากมายเหลือเกิน  บางครั้งต้องใช้จุดนูนถึง ๑๐๐ จุด เพื่อแทนคำเพียงคำเดียว ซึ่งยากมากในการใช้ปลายนิ้วสัมผัสเพื่อการอ่าน  ดังนั้นหากปรับเปลี่ยนการเขียนจุดนูนให้อิงตามตัวอักษรซึ่งมีเพียง ๒๖ ตัว จะเป็นการง่ายและสะดวกกว่า  เขามั่นใจว่าแนวคิดนี้ถูกต้อง เพียงแต่ต้องทดลองทำ

 

เขากำหนดรูปแบบให้มี 6 จุดใน 1 ช่อง และให้รหัสตัวเลขแก่แต่ละจุด  เขาใช้สไทลัสเจาะจุดที่ 1 เพื่อแทนอักษร a  เจาะจุดที่ 1 และ 2 เพื่อแทนอักษร b  เจาะจุดที่ 1 และ 4 เพื่อแทนอักษร c  เขาทดลองเจาะจุดหลากหลายรูปแบบจนได้สัญลักษณ์แทนครบทุกอักษรแล้วใช้นิ้วสัมผัสจุดนูนที่เขียนขึ้น  ปรากฏว่า เขาสามารถอ่านได้ง่ายและรวดเร็ว  ทุกอักษรสามารถเขียนเป็นจุดนูนในตำแหน่งที่แตกต่างกันจากจุดที่กำหนดไว้เพียง 6 จุดเท่านั้น  จุดนูนเหล่านี้คือสิ่งที่คนตาบอดสามารถสัมผัสด้วยนิ้วมือ และเรียนรู้ได้โดยง่าย  หลุยส์ เบรลล์ คิดค้นและทดลองอักษรชนิดนี้สำเร็จเมื่ออายุเพียง 14 ปี

            เมื่อเปิดภาคเรียนใหม่ หลุยส์ เบรลล์ เดินทางมาที่โรงเรียนทันที  เขาได้สาธิตและให้เพื่อนๆ ลองทำตามสิ่งที่เขาได้คิดค้น  ปรากฏว่าทุกคนดีใจมากที่มันใช้ได้ดีอย่างเหลือเชื่อ  เขาบอกเพื่อน ๆ ว่า “ต่อไปนี้เราสามารถจดบันทึกทุกอย่างที่เราได้ยินมาแล้วนำมาอ่านทบทวนภายหลังได้  เราจะไม่มีวันลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้เรียนรู้มาเลย และในไม่ช้า เราจะต้องมีหนังสือที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับพวกเราอ่านกัน”

ข่าวการค้นพบวิธีเขียนจุดนูนแทนอักษรของหลุยส์ เบรลล์ แพร่สะพัดไปถึงหูของดอกเตอร์ปินิเยร์ (dr. Pignier) ผู้อำนวยการโรงเรียน  ท่านได้เรียกตัวหลุยส์ เบรลล์ เข้าพบ พร้อมกับให้สาธิตสิ่งที่ค้นพบให้ดู โดยดอกเตอร์ปินิเยร์อ่านหนังสือให้ฟังดัง ๆ ขณะที่หลุยส์ เบรลล์ เจาะอักษรนูนตามที่ได้ยิน  เมื่อดอกเตอร์ปินิเยร์อ่านจบ  หลุยส์ เบรลล์ พลิกกระดาษที่เจาะแล้วใช้นิ้วมือคลำอ่าน  ปรากฏว่า เขาอ่านได้ครบถ้วนและถูกต้องทุกคำทุกประโยค  ดอกเตอร์ปินิเยร์รู้สึกทึ่งมากกับสิ่งที่ได้เห็น เพราะหลายร้อยปีที่ผ่านมามีผู้คนมากมายได้พยายามค้นหาวิธีเขียนสำหรับคนตาบอด แต่ไม่มีใครทำสำเร็จสักคน แต่เด็กนักเรียนอายุเพียง 15 ปีอย่างหลุยส์ เบรลล์ กลับคิดค้นได้สำเร็จอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง  หลุยส์ เบรลล์ ขอร้องให้ดอกเตอร์ปินิเยร์สนับสนุนการพิมพ์หนังสือจุดนูน แต่ดอกเตอร์ปินิเยร์บอกว่า โรงเรียนไม่มีเงินทุนเพียงพอ แต่ท่านจะทำหนังสือไปถึงผู้มีเงิน เพื่อขอรับบริจาคทุนในการจัดพิมพ์หนังสือให้  เพียงแต่หลุยส์ เบรลล์ ต้องรอด้วยความอดทน  มันอาจไม่ง่ายอย่างที่คาดหวังไว้

            เหตุการณ์เป็นไปตามที่ดอกเตอร์ปินิเยร์ได้คาดการณ์ไว้  จดหมายทุกฉบับที่ตอบกลับแจ้งว่ายังไม่พร้อมให้การสนับสนุน  อย่างไรก็ตาม นักเรียนทั้งหมดที่โรงเรียนของหลุยส์ เบรลล์ ได้ใช้รูปแบบอักษรจุดนูนของหลุยส์ เบรลล์ แล้ว แต่คนตาบอดอีกนับล้านคนทั่วโลกยังไม่มีใครรู้เลยว่า สิ่งที่หลุยส์ เบรลล์ ค้นพบสามารถช่วยให้พวกเขามีโอกาสอ่านหนังสือได้  หลุยส์ เบรลล์ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า วิธีเขียนเจาะจุดนูนแทนอักษรคือสิ่งที่ดีและประเสริฐสุดสำหรับคนตาบอด แต่ผู้คนทั่วไปกลับไม่สนใจ และไม่ให้ความสำคัญเลย

            หลุยส์ เบรลล์ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้เมื่ออายุ 19 ปี  ดอกเตอร์ปินิเยร์มองเห็นความสามารถและความมุ่งมั่นของเขา จึงเสนอจ้างเขาเป็นครู  เขาตอบรับทันทีด้วยความดีใจ เพราะเขาต้องการอยู่ในกรุงปารีสต่อไป เพื่อหาโอกาสพบปะผู้คนที่จะเข้าใจและยินดีสนับสนุนอักษรจุดนูนของเขา  เพียงไม่นาน เขากลายเป็นครูที่นักเรียนชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะเขาได้เตรียมการสอนล่วงหน้ามาอย่างดีเสมอ และมีความอดทนต่อนักเรียนตาบอดตลอดเวลา  นอกจากการเป็นครูที่ดีแล้ว เขายังเล่นเปียโนและออร์แกนได้ดีด้วย  ในปี ค.ศ. 1835 (พ.ศ. ๒๓๗๘) เขาได้เป็นนักออร์แกนประจำโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปารีส จนมีผู้กล่าวว่า เขาสามารถเป็นนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงได้ หากเขาเลิกสนใจเรื่องอักษรจุดนูนเสียที แต่เขาไม่ต้องการเช่นนั้น  เขายังมุ่งมั่นจะผลักดันเรื่องอักษรจุดนูนต่อไป  และเขาได้สร้างรูปแบบจุดนูนสำหรับโน้ตดนตรีและตัวเลขด้วย  นอกจากนี้ เขาให้เพื่อน ๆ ที่ตาดีอ่านหนังสือให้เขาฟัง เพื่อเขาจะได้ทำหนังสืออักษรจุดนูนขึ้นด้วยมือของตนไว้ให้ห้องสมุดของโรงเรียนสำหรับให้คนตาบอดได้อ่าน

            ความสนุกเข้มข้นในชีวิตของหลุยส์ เบรลล์ ยังไม่จบนะคะ  โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

 

edit @ 5 Jan 2013 11:26:06 by ทัชชา ปิยวัฒนเมธา

Comment

Comment:

Tweet