เที่ยวมิวเซียมสยาม

posted on 22 Apr 2012 15:51 by touchkay in Diary directory Travel, Diary

เที่ยวมิวเซียมสยาม

 

            เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๕ พวกเราสามใบเถาบวกกับสองเขยและเจ้าหลานสาววัยซนไปเที่ยวที่มิวเซียมสยาม  เผอิญวันนั้นเป็นวันเข้าชมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เนื่องในเทศกาลสงกรานต์  พี่เขยใหญ่ไม่ชำนาญเส้นทางนัก  พี่เขยรองผู้เคยทำงานละแวกนั้นจึงขับรถนำทาง แต่ก็ไม่วายหลงเลยประตูไปในช่วงแรก ต้องวนอีกครั้ง  ในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางจนได้

            มิวเซียมสยาม (Museum Siam) มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ไม่ได้อยู่ที่สยามสแควร์ แต่อยู่ที่อาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม ใกล้วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) และอยู่หลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เป็นอาคารสีเหลือง ๓ ชั้น มีห้องจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ทั้งหมด ๑๗ ห้อง แต่ในที่นี้ฉันจะเล่าเท่าที่จำได้ ไม่เรียงตามลำดับ อาจไม่ครบทั้ง ๑๗ ห้อง  ส่วนด้านนอกมีสวนร่มรื่น เด็ก ๆ วิ่งเล่นได้สบาย ๆ

            พวกเราเดินทางไปถึงมิวเซียมสยามบ่ายสามโมง  ลำดับแรกเริ่มจากการแจ้งจำนวนผู้เข้าชม ประทับตราบัตรจอดรถ และรับบัตรแขวนคอจากเจ้าหน้าที่

            ห้องนิทรรศการห้องแรกคือห้องเบิกโรง ฉายภาพยนตร์สั้น ๗ นาที เพื่อนำเข้าสู่การชมมิวเซียมสยาม

ก่อนฉายหนัง เจ้าหน้าที่ได้แนะนำคร่าว ๆ เกี่ยวกับการเรียงลำดับสถานที่ต่าง ๆ ที่จะเข้าชม เริ่มจากห้องเบิกโรง, ห้องไทยแท้, ชั้น ๓ และชั้น ๒  เหตุที่เรียงลำดับเช่นนี้เพื่อจะได้เรียงลำดับตามหัวข้อ “เรียงความประเทศไทย” (อ่านข้อมูลภายหลังจากวิกิพีเดีย)  ตลอดการเข้าชมนิทรรศการ ผู้ชมสามารถถ่ายภาพได้ทุกห้อง จับต้องสิ่งของได้ทุกชิ้น ข้อห้ามเพียงประการเดียวคือห้ามนำสิ่งของกลับบ้าน  สิ่งที่ฉันทำวันนั้นคือ การบันทึกเสียง เพื่อการทบทวน

            ภาพยนตร์สั้นดำเนินเรื่องตัดไปตัดมาอย่างรวดเร็ว  มิได้สื่อสารถึงผู้ชมอย่างตรงไปตรงมา  เราต้องคิดพิจารณาเองว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร  เสียงและวจนสารเท่าที่ได้ยินและเท่าที่จำได้ เช่น

เสียงหญิงสาวพูด “ฮัลโหล แม่เหรอคะ  เดือนนี้หนูขอเงินเพิ่มได้ไหมคะ”  ไม่มีเสียงตอบจากแม่

ชายคนหนึ่งพูดภาษาอีสานว่า “อาหารไทย  โอ๋ย!  มันหลายคักเด้อหล่า  บอกบ่ได้ดอก  ส่วนผสมหลาย”  ถึงตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต้องการจะทำลายกำแพงกรอบความคิดเก่า ๆ ของคนไทย อย่างการหวงสูตรหวงวิชา

เสียงเด็กหญิงถามพ่อว่า “พ่อคะ  ครูบอกว่าหนูไม่เหมือนคนไทย แล้วหนูเป็นคนไทยหรือเปล่าคะพ่อ”  ไม่มีเสียงตอบจากพ่อ

เสียงผู้ชายคนหนึ่งโหวกเหวกโวยวายด้วยอาการหัวเสีย เพราะหวงแหนสิ่งของราคาแพงนักหนา มิหนำซ้ำนกมาอึใส่อีก  สังเกตได้จากเสียงนกบินพึ่บพั่บ และการเลียนเสียงนกว่า “ขี้นกขี้นก”

เสียงหญิงไทยกับหญิงต่างชาติเถียงกันเกี่ยวกับการเรียกชื่อขนมชนิดหนึ่ง  คนหนึ่งเรียกชื่อภาษาไทย “ฝอยทอง”  อีกคนเรียกเป็นภาษาโปรตุเกสว่า “fios de ovos”  ในที่สุด หญิงไทยบ่นว่า  “คนอะไร บอกว่าฝอยทอง ฝอยทอง ก็ไม่เชื่อ”   เรื่องฝอยทองนี้ฉันจะกล่าวถึงอีกครั้งในช่วงเดินชมนิทรรศการ

            เสียงผู้หญิงอีกคนหนึ่งพูด “ไม่ได้ค่ะ  สื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อความคิดของคนนะคะ  อะไรที่มันไม่ดีไม่งาม ขัดต่อวัฒนธรรมประเพณีของไทยเราเนี่ย  ดิฉันคิดว่าต้องเซนเซอร์ค่ะ”

            ปิดท้ายด้วยเสียงกบร้อง  เสียงฝนฟ้าคะนอง เสียงพูดของทั้งชายและหญิงย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ว่า “คนไทย” และเสียงเด็กผู้ชายพูดว่า “แล้วคุณล่ะ เป็นคนไทยเหมือนผมหรือเปล่า  อยากรู้ใช่ม้า (ใช่ไหม)  งั้นตามผมมาเลยครับ”

            สรุปตามความเข้าใจของฉัน ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ต้องการจะสื่อว่า มิวเซียมสยามต้องการให้เราเรียนรู้รากเหง้าของเราได้อย่างเต็มที่ ไม่หวง และไม่ห้าม  ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเกิดคำถามที่ท้าทายว่า  เราเป็นคนไทย รู้เรื่องของตนดีแค่ไหน? มากน้อยเพียงใด?

            สิ้นเสียง “งั้นตามผมมาเลยครับ”  ทุกคนเดินออกจากห้องเบิกโรงไปยังห้องไทยแท้  ได้ยินเสียงแม่ค้าขายของ  หลานสาวขึ้นไปนั่งเล่นบนรถตุ๊กตุ๊ก มีภาพจำลองของถนนราชดำเนิน ศาลาเฉลิมไทย  อุปสรรคของการถ่ายภาพในห้องไทยแท้คือแสงค่อนข้างน้อย (ได้ยินเขาบ่นกันนะ)  เราอยู่ในห้องนี้ไม่นานนักก็ขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น ๓

ห้องเปิดตำนานสุวรรณภูมิ

            “สุวรรณภูมิ” คือชื่อที่ชาวโลกเมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีก่อนใช้เรียกดินแดนแห่งความเจริญมั่งคั่งทางทิศตะวันออกของอินเดีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มิได้หมายถึงเพียงเมืองไทย หรือเมืองใดเมืองหนึ่ง เหมือนเราเรียกทวีปแถบตะวันตกว่า “ยุโรป”  เมื่อถึงตรงนี้ จิตใจของฉันก็ล่องลอยไปไกลแสนไกล

            สุวรรณภูมิในอดีต คือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในปัจจุบัน  การแบ่งชั้นกั้นถิ่น เขา เรา เจ้า ข้า ทำให้หลงลืมไปว่าเราเคยอยู่ร่วมกัน เคยเป็นเพื่อนกัน เคยพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  ช่องว่างแห่งความแตกต่างและห่างเหินนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น ขัดแย้งกันง่ายขึ้น  เมื่อกำลังจะรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ (ค.ศ. 2015) เราจึงตื่นเต้น ส่วนจะตื่นตัวหรือยังนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

            ในยุคสุวรรณภูมิ บริเวณที่ตั้งกรุงเทพมหานครยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล  เมื่อปีที่แล้วเราตื่นตระหนกกับประโยคที่ว่า “กรุงเทพฯ จะจมน้ำ”  ถึงตอนนี้ฉันไม่แปลกใจแล้วล่ะที่ได้ยินประโยคนั้น  หากกรุงเทพฯ จมน้ำ ก็คือการคืนสภาพกลับไปเหมือนยุคสุวรรณภูมิ  และอีกไม่กี่พันปีก็จะมีแผ่นดินงอกขึ้นมาใหม่  คงเป็นวัฏจักรเช่นนี้แล

            เรื่องต่อมาคือวีดิทัศน์แสดงวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน สมัยที่ปลูกข้าวกินเอง  เก็บของป่าหาของกิน  ล่าสัตว์ด้วยหอก ใช้ขวานหินทุบ เหลา เกลา ตัด  ปั้นหม้องาม ๆ ไว้แลกกับลูกปัด งาช้าง และจอกหิน  รวมทั้งการฝังศพ

เรื่องต่อมาคือภาษาทักทายของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้แก่ ม้ง ปกาเกอะญอ ลาว ซาไก และมอญ  เราสามารถกดฟังได้ แต่น่าเสียดายเสียงไม่ค่อยชัด ได้ยินชัดที่สุดคือภาษาลาว “สบายดี”

เรื่องเมืองน้ำอินทร์บุรี ในห้องสุวรรณภูมิ

            ที่บ้านคูเมือง อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อ ๔,๐๐๐ ปีก่อน มีการสร้างเมืองน้ำด้วยการขุดคลองเป็นเครือข่ายใยแมงมุมเชื่อมโยงพื้นที่ต่าง ๆ  คนยุคนั้นเป็นมนุษย์น้ำ  อยู่กับน้ำได้สบาย  ส่วนยุคเราเป็นมนุษย์บก  น้ำหลากเมื่อปีกลายจึงกลายเป็นภัยที่เราต้องหนีกัน

            เดินไปได้สักพัก  เสียงวีดิทัศน์ดังก้องจนฟังไม่ได้ศัพท์  ฉันเริ่มเบื่อการอ่าน/การฟัง จึงถามหาสิ่งของที่จับต้องได้  พี่สาวบอกว่า เท่าที่เห็นมีแต่หน้าจอสัมผัส (touchscreen)  กิจกรรมต่อมาของพี่สาวและพี่เขยคนรองคือการเล่นเกมแลกเปลี่ยนสินค้า คล้าย ๆ เกมคอมพิวเตอร์

            ในเวลาต่อมา ได้ยินเสียงดังป๊งป๊งจากที่ไหนสักแห่ง  เมื่อพี่ ๆ เล่นเกมจนพอแล้วจึงเดินไปหาที่มาของเสียงนั้น...  มิใช่ใครอื่นไกล  หลานสาวของเรา กับเพื่อนสนิทวัยเดียวกัน  พวกเขากำลังตีกลองโลหะอย่างสนุกสุดมัน

            ห้องพุทธิปัญญา  ฉันได้ยินเสียงท่านพุทธทาสภิกขุ แต่ได้ยินไม่ชัดเจนนักว่าท่านพูดอะไร

            ชั้น ๒ ห้องชีวิตนอกกรุงเทพฯ  ฉันได้จับต้องสิ่งของสมใจอยาก  นั่นคือรวงข้าว  ลักษณะคล้ายเอ็นร้อยลูกปัดเส้นใหญ่ แต่แข็งกว่า มีข้อ ๆ ปล้อง ๆ  ขณะที่มือจับรวงข้าว หูก็ฟังเสียงพิธีทำขวัญข้าวไปด้วย

            สถานที่ต่อไป ร้านค้าย้อนยุค  บนโต๊ะพนักงานร้านมีโทรศัพท์แบบหมุนหน้าปัด และเก้าอี้สูง ๆ

            พี่เขยคนรองอ่านข้อความจากหนังสือพิมพ์สมัย พ.ศ. ๒๔๗๑ เขียนคำว่า “ถังไอศกรีม” เป็น “ถังไอสคีรม”  โฆษณายา (จำชื่อยาไม่ได้) เป็นยาละลายน้ำได้  สมัยนั้นเขียนว่า “เปนยาละลายน้ำใด้”

            ขณะที่ฟังการสะกดคำ พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้ยินเสียงวีดิทัศน์รายการย้อนรอยของไอทีวี นำเสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕

            ภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับ “ฝอยทอง” และความหลากหลายของชนชาติในช่วงหนึ่งของสมัยกรุงศรีอยุธยา  เปิดเรื่องโดยพนักงานโรงแรมเห็นฝอยทองของลูกค้าวางอยู่จึงแอบกิน  ต่อจากนั้นก็ย้อนยุคไปในสมัยอยุธยา  หญิงคนหนึ่งแสดงเป็นมารี กีมาร์ เดอ ปีนา หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อตำแหน่งหัวหน้าวิเสท (ผู้ทำอาหารในราชสำนัก) ว่า “ท้าวทองกีบม้า”  ในวีดิทัศน์ เธอทำฝอยทองแล้วป้อนใครสักคนหนึ่ง  “อ้าปาก”...  “อร่อยไหม”  ท้ายเรื่องเธอเล่าถึงตนเองและสามีว่า เธอเป็นลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น ส่วนสามีชื่อฟอลคอน (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เป็นชาวกรีก เป็นขุนนางในสยาม (เจ้าพระยาวิชาเยนทร์)

            เท่าที่ฉันได้ฟังและได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับฝอยทอง ได้ความว่า ฝอยทองไม่ใช่ขนมไทยแท้ แต่เป็นขนมโปรตุเกส  ฉันเคยได้ยินคำพูดจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง (จำชื่อผู้พูดและชื่อรายการไม่ได้) ว่า “มีมะพร้าวคือขนมไทย ถ้ามีไข่คือขนมจากต่างชาติ”

            วันนั้นได้ยินว่ามีการแสดงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ๕๐๐ ปีไทยโปรตุเกสที่ชั้น ๑  ครอบครัวของพี่สาวคนโตพร้อมด้วยครอบครัวเพื่อนของหลานไปดูด้วย  ก่อนกลับบ้าน พี่สาวคนโตเล่าให้ฟังว่า คำว่า “สบู่” และ “กระดาษ” มาจากภาษาโปรตุเกส  วันต่อมาฉันจึงลองตรวจสอบข้อมูลจากพจนานุกรม  ยืนยันได้ว่า “สบู่” ที่เราใช้ชำระล้างและซักฟอกนั้นมาจากภาษาโปรตุเกสว่า “sapu”

            ประมาณห้าโมงครึ่ง แม้จะยังเที่ยวชมไม่ครบ แต่ก็เย็นมากแล้ว  กลับบ้านดีกว่า

            “มิวเซียมสยาม” คือพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ที่คนไทยควรไปเยี่ยมชม

 

ทัชชา ปิยวัฒนเมธา
email : touchkay@gmail.com

Comment

Comment:

Tweet