posted on 03 Nov 2009 21:27 by touchkay
๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ขอสนุกกับร่ายสุภาพอีกวัน
เมื่อวานนี้ฉลองวันลอยกระทงด้วยร่าย ตั้งใจว่าจะให้เป็นร่ายสุภาพ แต่พอมาทบทวนผลงานอีกทีปรากฏว่า ข้าน้อยผิดมหันต์ ตอนแต่งมัวแต่นึกถึงการส่งสัมผัสสระระหว่างวรรค นึกถึงว่าแต่ละวรรคมี ๕ คำ และจบด้วยโคลงสองสุภาพ แต่กลับลืมหัวใจสำคัญที่ทำให้ผลงานนั้นเป็นร่ายสุภาพ ดีนะที่ส่งอีเมลไปขอคำแนะนำจากพี่ชูพงค์ ตรีวัฒน์สุวรรณ ให้อ่านก่อน ศิษย์พี่จึงส่งอีเมลมาช่วยเตือนสติ เทปในสมองทำงานอีกครั้ง เสียงของ รศ. อัครา บุญทิพย์ อาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาร้อยกรองสมัยเรียนปริญญาตรีที่ มศว ดังก้องในหัวด้วยเช่นกันว่า
"การส่งสัมผัสระหว่างวรรค จากคำท้ายวรรค (คำที่ ๕) ไปยังคำที่ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ ของวรรคถัดไป ถ้าส่งสัมผัสด้วยคำที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์ไม่มีปัญหา แต่คำอันมีรูปวรรณยุกต์เอก โท เขียนกำกับนั้น พึงให้คำเอกรับคำเอก คำโทรับคำโทเสมอ ส่งด้วยคำวรรณยุกต์ใดก็ต้องรับด้วยคำรูปแบบเช่นนั้นเหมือนกัน"
ขอขอบพระคุณอาจารย์อัคราและพี่ชูพงค์ ณ โอกาสนี้ค่ะ
วันนี้ขอแก้มืออีกสักครั้งด้วยผลงานเก่า นำมาปัดฝุ่นใหม่ เขียนไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ โดยได้แรงบันดาลใจจากข่าวพายุเหมยฟ้ามาในช่วงเวลาที่ควรจะเป็นฤดูหนาว อีกทั้งอากาศในกรุงเทพตอนนั้นมันร้อน ๆ พิกล น่าจะเหมาะกับหัวข้อของ BLOG ACTION DAY ที่คุณมาสเตอร์แชมป์ได้บอกไว้เมื่อเดือนที่แล้ว (เพิ่ง add และอ่านบลอกของคุณแชมป์เมื่อไม่กี่วันนี้เอง) แม้จะช้าไม่ทันวันที่ 15 ตุลาคม 2009 ก็คงไม่เป็นไรมั้ง ขอมีส่วนร่วมด้วยคนก็แล้วกันนะคะ
ฤดูร้าว
ร่ายสุภาพ
ฤดูกาลวิกฤต น่าคิดน่าฉงน แสนสับสนในใจ เพราะเหตุใดอากาศ แปลกประหลาดแปรปรวน ควรหนาวกลับกลายร้อน ซ้อนมรสุมกรรมกล อีกสายฝนโปรยปราย ให้ระคายเคืองจิต จักคิดหาคำตอบ อย่างรอบคอบถี่ถ้วน
ธรรมชาติวิปริตล้วน มนุษย์นั้นก่อเอง
ปล. ช่วงเย็นที่ผ่านมาอากาศวิปริตเช่นกันค่ะ ลมหนาวก็มา ฝนตกปรอย ๆ ด้วย ได้ยินข่าวว่าในเมืองฝนตกรถติด เพื่อน ๆ ล่ะเป็นไงกันบ้างคะ อากาศแปรปรวนเช่นนี้ รักษาสุขภาภด้วยนะคะ
ด้วยความปรารถนาดี
เก๋
posted on 02 Nov 2009 20:15 by touchkay
๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ลอยกระทง
ร่ายสุภาพ
คืนนี้ดวงเดือนเด่น วันเพ็ญเดือนสิบสอง จัดใบตองงามล้ำ หยิบมาทำกระทง จิตจำนงบูชา แม่คงคามหานที มีคุณต่อปวงข้า ชนทั่วหล้าทุกหน คงชีพชนม์อยู่ได้ ด้วยน้ำใช้อาบกิน สินธุ์เป็นสินชีวา ขอสมาวารี ที่ข้าได้ล่วงเกิน ใช้เพลินจนสิ้นเปลือง เนืองนองสิ่งปฏิกูล ทิ้งจนพูนจนพอก ต้องขุดลอกท่อตัน วันสำคัญเช่นนี้
เป็นโอกาสดีที่ จะได้สำนึกคุณ (คุณของน้ำ)
ตอนท้ายนี่มันดูตลก ๆ แปลก ๆ นิดหนึ่งเนาะ หรือว่ายังไงคะ ช่วยวิจารณ์กันได้เลยค่ะ
อ้อ! ลืมบอกไปว่า ตอนท้ายร่ายสุภาพที่ต้องจบด้วยโคลงสองสุภาพนี้ เก๋เลือกใช้คำตายและคำหรือพยางค์ที่ใช้สระอำแทนคำเอกตามกฎที่อนุโลมค่ะ
อุ๊ย! เจอความผิดพลาดเล็กน้อย คือตำแหน่งคำเอกในโคลงกลายเป็นคำโทซะแล้ว คำว่า "ที่" เมื่อแต่งเมื่อเช้านี้เอง ตอนนั้นนึกถึงแต่เสียง ลืมนึกถึงรูปวรรณยุกต์ค่ะ ใครเจออะไรแปลก ๆ อีกก็บอกกันมาได้เลยนะคะ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฝีมือต่อไปค่ะ
คำอธิษฐาน (ขอแถมอีกนิด)
อธิษฐานเอย อธิษฐานจิต
ขอให้ผองไทยจงช่วยกันคิด จงพินิจกันเสียใหม่
ทะเลาะกันไปไย รักกันไว้ดีกว่า พิจารณาว่า การใดควรเว้น กิจใดควรทำ
อย่าให้ชาติชอกช้ำ กว่านี้อีกเลย ผองไทย
edit @ 4 Nov 2009 11:25:52 by เก๋
posted on 26 Oct 2009 16:08 by touchkay
๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒
ตบะแตก
ดูเหมือนเรื่องนี้จะขัดแย้งกับตอนที่แล้วสักหน่อย ดูเหมือนว่าเราไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองหรือเปล่าน้อ อาการตบะแตกเริ่มต้นขึ้นเมื่อเย็นวันพฤหัส จิตเราเพลี่ยงพล้ำต่อกลิ่นซี่โครงหมูอบกับกลิ่นทอดมันปลา ขอหลุดกรอบสักครั้งเถอะนะคะ วันรุ่งขึ้นจะกลับไปกินเจต่อ
เช้าวันใหม่ กลับไปกินเจตามปรกติ กลางวันก็กินเจต่อไป ถว่าใจเอ๋ย ในที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อกิเลสซึ่งเกิดจากการปรุงแต่งความรู้สึกจากการรับรู้ทางหู ได้ยินเสียงคนรอบข้างเคี้ยวแคบหมูดังกรอบๆ
"มาตรงนี้ทำไม ถอยไป เหลือนิดเดียวเองนะ" แม่ทัก แม้จะเตี๊ยมกับพี่สาวว่าไม่ให้ออกปากชวนก็ตาม แต่เสียงนี่มันช่างยั่วยวนยิ่งนัก
"นิดเดียวก็ได้" เราตอบ แล้วก็หยิบที่เหลือนิดเดียวกินจนหมด
เมื่อปี ๒๕๔๖ เพื่อนเราก็เจแตกเพราะแคบหมูเช่นกัน ตอนไปดูลิเกที่มหาวิทยาลัย มีของขายด้วย หนึ่งในบรรดาของเหล่านั้นก็คือแคบหมูนี่เอง (วันนั้นเราไม่ค่อยสบาย ไม่ได้ไปด้วย แต่เพื่อนเล่าให้ฟัง)
ขอย้อนเล่าไปถึงก่อนหน้านั้น คือก่อนเทศกาลกินเจ แม่เคยบอกว่า กินเท่าที่กินได้นะ ไม่ต้องเคร่งมาก แต่เราตั้งเป้าหมายสูงไปนิดกระมัง แทนที่จะเริ่มจากระยะสั้นๆ ก่อนสำหรับปีแรก เช่น ๓ วัน ปีต่อไปค่อยขยับระยะให้ยาวขึ้น นี่เราตั้งระยะไว้เป็นสัปดาห์เลย แล้วก็ไม่ถึงเป้าหมายซะเอง เนาะใจเนาะ จาก ๘ วัน เหลือแค่ ๕ วันกว่าๆ เอง
posted on 20 Oct 2009 16:36 by touchkay
๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒
กินเจปีแรก
เทศกาลกินเจปีที่ผ่าน ๆ มา ฉันไม่เคยรู้สึกว่าอยากกินเจสักเท่าใดนัก เพราะเจอญาติสนิทคนหนึ่งกินเจทุกวันพระจีน (ชิวอิก-จับโหงว) ตอนหลังเขาตั้งสัจจะว่าจะกินเจตลอดชีวิต เขามีเจตนาดีที่จะไม่สนับสนุนการเบียดเบียนสัตว์ อันนี้น่าชื่นชม แต่สิ่งที่ขัดแย้งกันคือการพูดและการกระทำจากใจที่ไม่เจ ทำนองว่า มือถือสาก ปากถือศีล ก็เลยไม่ศรัทธา
ระยะต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๖ เพื่อนสนิทจำนวนหนึ่งเขากินเจกัน ฉันก็แอบคิดอยาก ๆ อยู่นิดหน่อย แต่ตอนนั้นยังหลงรสชาติอันโอชะของเนื้อสัตว์ คิดว่ายังไม่พร้อม ขอผัดผ่อนกับใจตนเองเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง...
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม (ตรงกับวันสุดท้ายของเดือนแปดจีน) เป็นวันล้างท้องอย่างที่คนกินเจเรียกกัน บางสิ่งบางอย่างทำให้ฉันตัดสินใจกินเจง่ายดาย นั่นคือ กลิ่นหมูสดในตลาดสดแห่งหนึ่ง ไม่เคยรู้สึกว่ามันเหม็นคาวมาก่อนเลย เดินกับแม่ต่อไปเรื่อย ๆ มีร้านขายอาหารเจ แม่ถามว่า "กินโซบะเจไหม" ฉันตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด ด้วยความชอบกินบะหมี่อยู่แล้ว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกินเจตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้เป็นวันที่ ๔ แล้ว ตั้งใจไว้ว่าจะกินถึงวันเสาร์นี้ รวม ๘ วันค่ะ ถือโอกาสนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะพสกนิกรชาวไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งซึ่งมีความรู้สึกเช่นเดียวกับพสกนิกรทั่วราชอาณาจักรไทย ความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้คงไม่ต้องบรรยาย เพราะมันอยู่ในใจของทุกคนในยามนี้
เขียนไม่ออกแล้วค่ะ ขอจบเพียงเท่านี้ คราวหน้ามีเรื่องที่อยากเขียนจะแวะมาใหม่ค่ะ
สวัสดีค่ะ
posted on 08 Oct 2009 12:30 by touchkay
๘ ตุลาคม ๒๕๕๒
จงเติมคำลงในช่องว่าง
สวัสดีค่ะ ช่วงนี้น้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาปิดเทอมกันแล้วสินะ เพิ่งผ่านฤดูกาลสอบไปไม่นาน เมื่อเห็นหัวข้อใน entry นี้คงจะแอบบ่นว่า "หนูเพิ่งหายปวดหัวนะพี่ พี่จะให้หนูทำข้อสอบอีกแล้วเหรอ" ไม่ใช่หรอกจ้ะ อ่านต่อไปก็จะรู้เอง ไม่ต้องเครียดเหมือนตอนทำข้อสอบหรอกจ้ะ
"ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยจะรู้จักคำว่า..." (มีตัวหนังสือขึ้นที่หน้าจอโทรทัศน์แทนเสียงพูดว่า สามัคคี"
ข้อความนี้คงจะคุ้นหูคุ้นตาคุณผู้อ่านแน่หละ เป็นข้อความจากภาพยนตร์โฆษณา ไม่ใช่สิ เรียกว่าสื่อรณรงค์น่าจะตรงกว่า คือรณรงค์ให้คนไทยสามัคคีกัน ขออภัยที่จำไม่ได้ว่าเป็นของหน่วยงานใด ผลงานเขาดีค่ะ แต่มีช่องว่างเกิดขึ้นอย่างที่ว่า ในฐานะคนตาบอดคนหนึ่งที่ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์ มาเจอช่องว่างแบบนี้ก็รู้สึกคันใจ คันไม้คันมือ และคันปาก อยากถามเขาว่า "ทำไมไม่พูดให้หมดล่ะ" ได้ยินทีไรก็ต้องมีคำถามว่า "คำว่าอะไร" กว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อคนที่บ้านอ่านหน้าจอให้ฟัง และได้ยินประโยคนี้เต็ม ๆ จากการประกาศผู้สนับสนุนรายการบางรายการ
เมื่อก่อนดิฉันไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้หรอกค่ะ ได้ดูละคร ดูหนังจีน หนังฝรั่งที่มีเสียงพากย์ภาษาไทย ฟังเสียงบรรยายจากสารคดี ดูข่าวภาคค่ำ ก็คิดว่าได้อรรถรสเพียงพอแล้ว บางทีมีตัวหนังสือวิ่งแจ้งรายการ (คนตาดีบอก) บางช่องใช้เพลงบรรเลงในขณะขึ้นตัววิ่ง สำหรับดิฉันมันไม่ได้เร้าความสนใจต่อตัววิ่งหรอกค่ะ แต่เร้าความสนใจต่อเพลงมากกว่า (เพลงเพราะดีเนอะ)
ย้อนกลับมาที่ประเด็นช่องว่างอีกที ข้อความอีกลักษณะหนึ่งที่ทำให้คันใจ คันไม้คันมือ และ
คันปากอีกแล้ว มักจะเกิดขึ้นตอนท้ายรายการ ประมาณว่าถ้าท่านผู้ชมต้องการจะติชมรายการ ต้องการจะมีส่วนร่วมกับทางรายการ หรือสนใจสิ่งที่ทางรายการประชาสัมพันธ์ "กรุณาติดต่อมาได้ตามที่อยู่/หมายเลขโทรศัพท์/sms ที่ขึ้นอยู่หน้าจอ/ที่ขึ้นอยู่ด้านล่างนี้นะคะ" ขอถามคนตาดีด้วยนะคะว่า ข้อมูลที่เขาขึ้นหน้าจอเนี่ย คุณอ่านกันทันหรือเปล่า
เคยมีคนตาบอดบางคนพูดถึงปรากฏการณ์เช่นว่านี้ถึงขั้นใช้คำว่า "เป็นการเลือกปฏิบัติ" ตอนนั้นเราก็ยังไม่เข้าใจหรอก แต่พอหลังจากได้พบตัวอย่างที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เข้าใจแล้วล่ะ
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่น่าชื่นชมบ้างเหมือนกันค่ะ ได้แก่การประกาศแจ้งรายการของช่องเจ็ดสี ล่ามภาษามือของช่อง ๑๑ เคยปฏิบัติเช่นไรก็ยังคงปฏิบัติเช่นนั้นสม่ำเสมอ การให้เสียงบรรยายเมื่อแสดงสัญลักษณ์ระดับความเหมาะสมของรายการต่าง ๆ ว่าเป็นรายการทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย ฯลฯ บางรายการก็มีบทบรรยายภาษาไทย เพื่ออรรถรสในการรับชมของผู้พิการทางการได้ยิน นี่แหละคือ "สื่อมวลชน" ดิฉันไม่ได้เรียนจบสายนิเทศศาสตร์หรอกค่ะ แต่มีความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะผู้บริโภคสื่อ ขอนิยามสั้น ๆ ว่า "สื่อมวลชน" ไม่ว่าจะเป็นสื่อชนิดใดก็ตาม คือสื่อที่เข้าถึงทุกคน และเป็นสื่อที่ทุกคนเข้าถึง
เขียนยาวมากเลย ถ้าเนื้อหาน่าเบื่อก็ขออภัยด้วยนะคะ คราวต่อไปจะพยายามปรับปรุงให้น่าอ่านยิ่งขึ้นค่ะ หากใครจะติจะชมก็เขียนในกล่องความคิดเห็นได้เลยค่ะ
สวัสดีค่ะ
edit @ 29 Oct 2009 11:40:35 by เก๋
edit @ 29 Oct 2009 11:49:30 by เก๋
edit @ 4 Nov 2009 11:35:12 by เก๋
posted on 06 Oct 2009 15:15 by touchkay
๖ ตุลาคม ๒๕๕๒
อ่านแล้วจึงอยากเขียนค่ะ
สวัสดีค่ะเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคารพรัก
ดิฉันชื่อเก๋ค่ะ ขอเปลี่ยนบทบาทจากผู้อ่านบล็อกมาเป็นผู้เขียนบ้าง เมื่อก่อนเคยคอมเมนต์พี่เปี๊ยก พี่ชูพงค์ คุณ pj pancake (เอกเพื่อนเราเอง) ใช้ชื่อเก๋บ้าง น้องเก๋บางกอกบ้าง ได้อ่านบล็อกของ
พี่ ๆ และเพื่อนที่ได้รู้จักตัวจริงเสียงจริงที่กล่าวถึงข้างต้น อ้อ! รวมทั้งพี่โจ้และพี่ปอมด้วย จึงเกิดแรงบันดาลใจ อยากเขียนกะเขาบ้าง เมื่อวานจึงตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกใหม่ของ exteen ค่ะ และน่าจะเป็น blogger ตาบอดคนที่ ๗ ของ exteen ด้วยมั้งคะ
ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ยังไม่มีอะไรมาก ยังไงก็ขอฝากใจไว้ด้วยนะคะ (ฝากเนื้อฝากตัวคงไม่ได้ เพราะเห็นกันแต่ตัวหนังสือที่กลั่นออกมาจากใจนี่นา)
สวัสดีค่ะ
(แก้ไขถ้อยคำและตัดข้อความที่ซ้ำกันออกเมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๒)
edit @ 21 Oct 2009 11:07:03 by เก๋