ชัก

posted on 27 Aug 2015 21:27 by touchkay

ช้ากแหง็กแหง็กแหง็กแหง็กแหง็ก (ไม่ใช่เรื่องสนุก) 

 

            “เก๊กฮวยถ้วยใหญ่ ๆ                           แช่เอาไว้อยู่ในตู้เย็น

สีม่วงเขาผ่านมาเห็น                                        เปิดตู้เย็นกินน้ำเก๊กฮวย

ช้ากแหง็กแหง็กแหง็กแหง็กแหง็ก ช้ากแหง็กแหง็กแหง็กแหง็กแหง็ก”

 

            คุณผู้อ่านหลายคนคงยังจำภาพยนตร์โฆษณาที่มีเด็กคนหนึ่งใช้โทรศัพท์มือถือคุยกับพ่อแม่ เล่าบรรยากาศงานกีฬาสีให้ฟัง  ข้อความข้างบนนี้เป็นการหยอกล้อและข่มขวัญสีคู่แข่ง (เป็นเพลงเชียร์สำหรับสีเรา) เล่นกันขำ ๆ ไม่ถือเอาสาระหรือความเป็นจริงหรอก  เก๊กฮวยเป็นสมุนไพร นำมาต้มดื่มแก้กระหาย  ผู้ใหญ่มักจะล้อกันว่า “เก๊กฮวยแก้เก๊กซิม”  คำว่า “เก๊กซิม” ในภาษาจีนแต้จิ๋ว หมายถึง กลุ้มใจ อาจกินความไปถึงเสียใจได้ด้วย (อ้าว! ทำไมมาเรื่องเก๊กซิมได้ล่ะ)  จะบอกว่าเก๊กฮวยไม่ได้ทำให้ใครชักกันง่าย ๆ หรอกค่ะ  เรื่องชักก็ไม่ใช่เรื่องสนุก

ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องชักมาก่อน จะเล่าให้อ่าน/ฟังกัน แม้เหตุการณ์บางส่วนจะเลือนรางไปจากสมอง แต่คุณพ่อคุณแม่ได้เล่าให้ฟังภายหลัง  ยังหลงเหลือข้อมูลพอจะเล่าได้บ้าง ดังนี้

 

ขณะนั้นผู้เขียนอายุเพียง ๖ ขวบ  คุณพ่อเล่าว่าเรามีอาการไข้ขึ้นสูง  คุณครูที่โรงเรียนโทรไปแจ้ง  คุณพ่อจึงมารับกลับบ้านพักผ่อน  พอถึงบ้าน  คุณป้าที่ช่วยดูแลอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ให้นอนห่มผ้า ไม่ได้เช็ดตัวหรือโปะหัวด้วยน้ำแข็งอย่างที่คนสมัยใหม่ทำกัน  ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่าไข้สูงจนชัก  ถูกหามส่งโรงพยาบาล  คุณพ่อเล่าว่าเราสลบไป ๒-๓ วัน  คุณหมอตรวจพบว่ามีน้ำคั่งอยู่ในสมองช่องที่ ๔  คุณหมอจึงขอเจาะน้ำไขสันหลัง

ส่วนผู้เขียนเองรู้สึกแค่เพียงว่าคืนนั้นช่างยาวนานยิ่งนัก  หลับนานกว่าปรกติ  ฝันอะไรบ้างก็ไม่แน่ใจ  ตกใจตื่น!  รู้สึกเจ็บตรงไหนสักแห่งหนึ่ง  ใช้มือคลำที่ขาก็พบว่ามีวัตถุลักษณะเป็นเส้น ๆ แบน ๆ เหมือนโดนแปะปลาสเตอร์ หรือสายน้ำเกลือ  ฟื้นปุ๊บร้องไห้ปั๊บ  ได้ยินเสียงคุณแม่บอกว่า “หนูอยู่ที่โรงพยาบาลนะ”

ผู้เขียนนอนที่โรงพยาบาลอีกนานแค่ไหนจำไม่ได้ แต่เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว คุณหมอให้ยากันชักกลับไปกินอีกระยะหนึ่ง (เรายังเด็ก หมอจึงให้ยาน้ำ) กินวันละกี่มื้อจำไม่ได้แล้วล่ะ จำไม่ได้อีกว่าระยะนั้นนานแค่ไหน แต่รู้สึกว่านานมาก กว่าจะกลับไปเรียนหนังสือได้

 

            หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้ว โตขึ้นอีกหน่อย  ได้ดูสารคดีเกี่ยวกับผู้เป็นโรคลมชัก ลมบ้าหมู เริ่มเข้าใจเหตุผลแล้วว่าทำไมต้องกินยากันชัก  ก็เพราะว่าถ้าไม่กินยาจะมีโอกาสชักซ้ำ ๆ บ่อย ๆ มีผลกระทบต่อสมองด้วย

 

            เห็นไหมคะ แม้การชักจะเป็นเรื่องที่มีคนนำมาหยอกล้อกันขำ ๆ สนุก ๆ แต่แท้ที่จริงแล้วไม่สนุกเลย

ทัชชา ปิยวัฒนเมธา

email : touchkay@gmail.com