๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

 

            วันสุดท้ายในพัทยา  ไปซื้อของเข้ากรุงเทพฯ  อย่าหวังน้ำบ่อหน้าว่าในกรุงจะมีของเยอะ

            ข้าวสารที่ Foodland จำกัดปริมาณการซื้อให้ครอบครัวละ ๑ ถุง  น้ำดื่มมีแต่น้ำแร่  ยังดีที่ได้เครื่องใช้ไฟฟ้ากลับไปใช้จากโฮมโปรใน BigC Extra พอจะประทังชีวิตได้สักระยะในระหว่างกลับเข้าบ้านยังไม่ได้

            พัทยาลาก่อน

 

            ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

 

            วันอังคารที่ ๑๕ พฤศจิกายน เดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร แต่ละกลุ่มกลับไปสำรวจบ้านของตนว่าน้ำท่วมบ้านหรือไม่  ปรากฏว่าบ้านของพี่สาวทั้งสองคนรอดพ้นอุทกภัย จึงขออาศัยบ้านพี่สาวคนกลางไปพลางก่อน  ช่วงแรกสนุกสนานกับการปีนกระสอบทรายเข้าออกหมู่บ้าน  นั่งรถลุยน้ำระดับครึ่งฟุตปาธ  ลองสำรวจเส้นทางในเมือง  รถติดมาก แม้อยู่บนทางด่วน  ผู้ที่ปักหลักอยู่ในกรุงคงลำบากมาก  ฉันติดตามข่าวในโทรทัศน์ขณะหลบไปต่างจังหวัด  ได้ยินผู้ประกาศข่าวเตือนว่า “ควรเผื่อเวลาเดินทางไว้ด้วยนะครับ”  น้องน้ำนี่ไม่เบาเลย

            ยามเย็นของวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ พฤศจิกายน  น้ำลด  ทางหมู่บ้านนำกระสอบทรายออกแล้ว

            วันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤศจิกายน  กลับเข้าไปสำรวจบ้านครั้งแรก  น้ำบนถนนยังคงท่วม  รถเล็กสัญจรได้  กลิ่นจากในบ้านเหม็นได้ใจ  มีน้องราหลากสี  ตกเย็น ยุงยิ่งเยอะ

            ๓๐ พฤศจิกายน  ครบ ๑ เดือนนับจากวันที่น้ำผุด  ถนนเริ่มแห้ง  บ้านก็เริ่มแห้ง

            ๓ ธันวาคม  ไปทำสังฆทานเพื่อความสบายใจ

            ๔ ธันวาคม  พ่อเข้าไปเปิดบ้านและดูบ้าน  พ่อเล่าว่า กทม. เข้ามาทำความสะอาดที่สโมสรของหมู่บ้าน  คงเตรียมจัดงานทำบุญในวันรุ่งขึ้น  นอกจากนี้ก็มาเก็บขยะตามบ้านด้วย

            ๗ ธันวาคม  พ่อนัดทีมทำความสะอาด  แม้จะยังมีคราบติดอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำ

            ๒๓ ธันวาคม  หลังจากรื้อพื้นเก่าออก และถอดประตูออกเพื่อเตรียมปูพื้นกระเบื้องใหม่ ฉันได้เข้าไปเดินสำรวจในบ้าน  ใส่รองเท้าเดินบนพื้นซีเมนต์ แทบจำเค้าเดิมไม่ได้  มันโล่งและเย็นดี

            ๒๕ ธันวาคม  พ่อ แม่ และน้าชายช่วยกันจัดของและโละของเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะผสมปูนและปูพื้นกระเบื้องมะรืนนี้

            คาดว่าจะกลับเข้าไปอยู่บ้านทันการไหว้อากงก่อนตรุษจีนในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๕

            การไปต่างจังหวัดที่ผ่านมาไม่ได้ไปในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ไปในฐานะผู้อพยพ  จึงเที่ยวแบบหน้าชื่นอกตรม  มักได้ยินการสนทนาเกี่ยวกับการหนีน้ำ การถามสถานการณ์น้ำ และพบผลกระทบของอุทกภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะขาดแคลนสินค้าในห้างร้านต่างๆ  ไม่สนุกเท่ากับการไปเที่ยวแบบนักท่องเที่ยว  อย่างไรก็ตาม การได้ไปโน่นไปนี่ก็ทำให้เราไม่ต้องเกาะติดข่าวสารมากเกินไป  ความเครียดลดน้อยลง

            ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายโปรดดลบันดาลประทานพรให้พี่น้องชาวไทยมีกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา พร้อมเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งดีและร้าย สุขและทุกข์ สมหวังและผิดหวัง  และดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาทด้วยเทอญ

 

            ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

 

            วันนี้ไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียว  เดินทางจากที่พักใช้เวลาชั่วโมงเศษๆ ก็ถึง  เสียค่าผ่านประตูคนละ ๗๐ บาท บวกค่านำพาหนะเข้าชมสวนสัตว์อีก ๕๐ บาท

            กิจกรรมแรกคือการรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านเจ๊แขก  มีการนำสัตว์ไปโชว์ตัวที่ร้านด้วย ได้แก่ หมีขอ ลิงอุรังอุตัง ลิงแสม และนกมาคอว์  มีบริการถ่ายรูปร่วมกับสัตว์  รูปขนาด a4 ราคากี่บาทจำไม่ได้

            ต่อจากนั้นเข้าสู่ภายในสวนสัตว์ ให้อาหารกวาง แกะ และแรด  โยนถั่วฝักยาวผ่านลูกกรงเหล็ก  ถั่วฝักยาวเป็นอาหารที่ให้สัตว์ได้ทุกชนิด  ส่วนแตงกวาไม่ควรให้สัตว์บางชนิด เช่น แกะ  เตรียมกล้วยไว้กะว่าจะให้ลิง แต่พอถึงกรงลิงมีป้ายเขียนว่าห้ามให้อาหาร  จึงนำกล้วยไปให้แรดแทน  ก่อนจะให้ต้องใช้ไม้เสียบกล้วยก่อน  แรดจะงับกล้วยจากไม้ไป  ไม้เปื้อนน้ำลายแรด  เมื่อให้อาหารแรดเสร็จแล้วมีน้ำและสบู่ให้บริการเพื่อล้างมือ

            คนเยอะเหลือเกิน  มีจุดจอดรถ แต่ไม่เพียงพอ จึงเที่ยวไม่ทั่วถึง แต่ได้นั่งรถวนรอบ จึงรู้ว่านอกจากมีสวนสัตว์แล้วก็มีคนมาตั้ง camp มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และมีสวนพฤกษศาสตร์  กว่าจะหาทางออกจนไปถึงร้านขายของที่ระลึกได้ต้องลุ้นกันหลายนาที  ทางชัน  แม้มีแผนที่แจกให้ แต่ก็ไม่สะดวกนัก  พี่เขยบ่นว่า ป้ายบอกทางมีน้อยเกินไป  พี่สาวบอกว่า ตรงทางออกมีลักษณะเหมือนจะให้เราขับรถพุ่งออกไปข้างหน้า  เมื่อถึงร้านขายของที่ระลึก  เราก็พักเข้าห้องน้ำและดื่มน้ำ  มี 7-Eleven ด้วย

            ส่วนครอบครัวของพี่สาวคนโตแยกไปดูช้าง แล้วออกจากสวนสัตว์ตรงแถวๆ ทางเข้า จึงไม่ต้องลุ้นให้ตื่นเต้น

            แม้รู้สึกว่าวันนี้ไม่สนุก เหนื่อย และเพลีย แต่ก็ยังไปกินข้าวเย็นที่เซ็นทรัลต่อตามคำขอของหลาน

 

            ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

 

            ยาช่วยให้พ่ออาการดีขึ้นได้เพียง 6-7 ชั่วโมงเท่านั้น  เช้านี้พ่อท้องเสียอีกครั้ง  ช่วงแรกพ่อจึงตัดสินใจจะกลับกรุงเทพอย่างเร่งร้อน เพื่อกลับไปหาหมอที่โรงพยาบาลประจำ แต่หมอที่ต้องการพบไปประชุมกันหมด  แม่จึงเสนอแนะ+กระทุ้งแรงๆ ให้พ่อนอนหยอดน้ำเกลือที่โรงพยาบาลดีกว่า  จะรีบกลับไปทำไม  ในที่สุดพ่อจึงยอมขับรถไปโรงพยาบาลเพียงลำพัง  ส่วนคนที่เหลืออีก ๗ คนก็ไปเที่ยวกัน

            เริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านลุงไสว  ต่อจากนั้นเดินทางไปวิหารเซียน  ทีแรกพี่เขยใหญ่นำทางพาเข้าผิดซอย  จะขึ้นเขาอะไรก็ไม่รู้  ต่อด้วยการหลงเข้าวัดเขาชีจรรย์  ไหว้พระสักครู่หนึ่ง  ถามเส้นทางแล้วก็เดินทางต่อจนถึงวิหารเซียน

            หลังจากเสียค่าเข้าชมแล้ว  เราเริ่มกิจกรรมแรกด้วยการไหว้พระไหว้เจ้า  ทีแรกตั้งใจไปเพียงเพื่อไหว้พระเพื่อความสบายใจ แต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ก็เกิดความรู้ความเข้าใจในมุมมองที่กว้างขึ้น และเกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อได้ฟังประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ (แม่อ่านให้ฟัง บันทึกเสียงไว้ในเครื่องบันทึกเสียงดิจิตอลด้วย)

            อเนกกุศลศาลา หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามว่า วิหารเซียน  มีชื่อในภาษาจีนว่า “ต้าผู้อี่” (จีนแต้จิ๋ว) หรือ “ต้านฝูเยวี้ยน” (จีนกลาง) มีความหมายว่า สถานที่ที่มีบรรยากาศดั่งสรวงสวรรค์  ก่อตั้งโดย นายสง่า กุลกอบเกียรติ เพื่อแสดงความจงรักภักดี และความกตัญญูกตเวทีของชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีต่อประเทศชาติ ราชวงศ์ และองค์พระมหากษัตราธิราช  ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ก่อสร้างบนที่ดินบริเวณโครงการพัฒนาพื้นที่วัดญาณสังวรารามอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน ๗ ไร่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐  ความพิเศษอีกประการหนึ่งคือ “อเนกกุศลศาลา” เป็นนามที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

            วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอเนกกุศลศาลา  นายสง่า กุลกอบเกียรติ พร้อมด้วยคณะชาวไทยเชื้อสายจีนได้พร้อมใจน้อมเกล้าฯ ถวายอาคารพร้อมด้วยโบราณวัตถุและศิลปวัตถุแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

หากได้สัมผัสวิหารเซียนแล้วจะรู้ว่ามิได้เป็นวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาตามชื่อที่นิยมเรียกกันเท่านั้น  วิหารเซียนยังเป็นแหล่งรวบรวมผลงานศิลปกรรมไทย-จีนอีกด้วย

            เราเข้าสู่ภายในอาคาร  มีผลงานศิลปกรรมมากมาย เริ่มจากรูปปั้นพระอรหันต์องค์ต่างๆ  แม่อ่านคำบรรยายและความหมายของพระอรหันต์องค์ต่างๆ ให้ฟัง  อาจยกตัวอย่างไม่ครบทุกองค์  จำชื่อได้เพียงบางองค์  จะยกมาเฉพาะที่ประทับใจความหมาย เช่น

พระอรหันต์ปางปราบเสือ หมายถึง พระอรหันต์ใช้ธรรมะกำราบจิตเดิมที่ชั่วร้ายดั่งเสือจนรู้แจ้ง จิตสว่างไสว  สังเกตได้ว่าต่างจากคำสอนของพุทธฝ่ายหินยานที่ว่า จิตเดิมเป็นจิตประภัสสร บริสุทธิ์ผ่องใส

            พระอรหันต์นนทิมิตร ปางปราบมังกร  พระอรหันต์ใช้อุบายปราบกิเลสอันเกิดดับจากจิตที่ร้ายดุจมังกร  จิตใจจะสงบเย็นดั่งพบดวงแก้ว

            พระอรหันต์อุดมไมตรีจิต ผูกมิตรมุ่งสามัคคีธรรม  สิ่งนี้คนไทยกำลังโหยหา  มีแต่คนเรียกร้อง แต่ปฏิบัติได้บ้างไหม?

            พระอรหันต์นกุล ปางกระทำสมาธิ  พระอรหันต์วอนมนุษย์ให้หยุดทะเลาะกัน  หันมาดีกันเพื่อสันติสุข

            พระอรหันต์อิงคทะ ปางถือถุงย่าม  พระอรหันต์ปีติใจในสันโดษ ยินดีในสิ่งที่ตนมีตนได้  แม่บรรยายเพิ่มเติมว่าเป็นรูปพระอรหันต์แบกถุงไว้บนบ่าแล้วก็ยิ้มแฉ่ง

            พระอรหันต์ราหุล ปางอุ้มพระเจดีย์  พระอรหันต์มีคุณธรรมมั่นคงดั่งพระเจดีย์ให้เขากราบไหว้

            พระอรหันต์นาคเสน ปางชูมือทั้งสองข้าง  พระอรหันต์ขจัดกิเลส ตัณหา อุปาทานให้หมดไป ตื่นจากอวิชชา  รู้แจ้งเห็นจริง

            พระอรหันต์ปางเปิดดวงใจ เป็นภาพเปิดเสื้อ มีพระอยู่บนหน้าอก  พระอรหันต์มีหัวใจพระ บอกธรรมะอยู่ในกาย สอนพุทธะอยู่ในจิต

            พระอรหันต์จูฬปันถกะ ปางถือบาตรชูมือขึ้น ยกขาขึ้นข้างหนึ่ง  มีเมตตากรุณา ถือพรหมวิหารธรรมโปรดสรรพสัตว์

            พระอรหันต์ปันถกะ  พระอรหันต์ปราบอกุศลมูล ๓ ซึ่งชั่วร้ายดั่งสิงโต  เมื่อจิตสงบเห็นแจ้งอริยสัจ

            พระอรหันต์กนกภารัทวาช ปางแคะหู หลับตาข้างหนึ่ง  พระอรหันต์มิหูเบา ไม่รับรู้เรื่องราวอันวุ่นวายของโลก  บางครั้งปิดหูปิดตากับเรื่องบางเรื่องเสียบ้าง จะได้ทุกข์น้อยลง แต่บางทีก็ทำได้ยาก หรือว่าเราไม่ตั้งใจทำจริง

            พระอรหันต์กาลิก ปางประทับช้าง นั่งบนหลังช้างตามสบาย  พระอรหันต์จิตหลุดพ้น จิตว่างถึงบันเทิงธรรมชาติ

            ภาพชุดต่อไปเขาเขียนว่า “ขุดพบ ณ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เมืองซีอาน  รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนมอบให้” เช่น รูปปั้นพลธนู รูปปั้นแม่ทัพกองธนู หุ่นชุดทหารดินเผาพร้อมชุดม้าสัมฤทธิ์ซึ่งรัฐบาลจีนมอบให้เป็นพิเศษ

            ภาพชุดต่อไปเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับไซอิ๋ว  พี่เขยใหญ่หยอกล้อกับหลานสาวตามประสาพ่อลูก  ชี้ไปที่รูปเฮ่งเจียแล้วบอกลูกว่า “นี่ไงเทพประจำตัวของหนู”  หลานสาวฉันสวนทันควันพลางชี้ไปที่รูปตือโป๊ยก่ายว่า “นี่ก็เทพประจำตัวของปะป๊า” J

            เทวรูปต่างๆ เช่น รูปพระอรหันต์จี้กง รูปหล่อสัมฤทธิ์โบราณสมัยราชวงศ์ซ้อง  เทวรูปเฮ่งเจียสมัยราชวงศ์ถัง  เฮียงเทียงเซียงตี่ เทวรูปหล่อสัมฤทธิ์สมัยซ้องใต้  รูปหล่อสัมฤทธิ์กวนอูสมัยราชวงศ์ถัง เป็นต้น

            เครื่องมือวิทยาศาสตร์ผลงานนวัตกรรมของจาง เผิง  เช่น เครื่องมือตรวจวัดตำแหน่งแผ่นดินไหวเครื่องแรกของโลก เครื่องมือตรวจวัดตำแหน่งดวงดาว

            พระราชอาสน์ของจักรพรรดิจากพระราชวังกรุงปักกิ่ง เป็นฟูกลายมังกร

            ที่ซุ้มประตูด้านในมีลายมือของซุน เคอะ บุตรชายของซุน ยัตเซ็น แกะสลักบนหินแกรนิต จารึกอักษรจีน ๔ ตัว มีความหมายเป็นอนุสติให้ระลึกว่า การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั้นย่อมเป้นสุข

            ที่ประตูทางเข้าอาคารมีลายมือของท่านฟูเจ๋ พระอนุชาของจักรพรรดิฟูยี เขียนชื่อภาษาจีนของอเนกกุศลศาลา

            รูปภาพบางรูปที่อยู่ด้านนอก  ผู้เข้าชมสามารถอ่านคำบรรยายได้ที่ด้านในอาคาร เช่น รูปหล่อแปดเซียนข้ามทะเล (โป๊ยเซียน)  รูปนี้สร้างในประเทศไทย  โป๊ยเซียนเป็นศูนย์กลางตำนานของลัทธิเต๋า  ไม่ใช่เทพเจ้า แต่เป็นคนธรรมดาที่บรรลุเป็นอมตะเพราะฝึกฝนตามแนวทางของเต๋า เช่น การมีใจดีมีเมตตา ไม่เห็นแก่ตัว หรือการปฏิบัติตามคำสอนของอาจารย์เหลาจื้อ  ถือเป็นตัวอย่างของการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อให้บุคคลธรรมดาทั่วไปสามารถบรรลุถึงความสำเร็จหรือเป็นอมตะ

            นอกจากนี้มีพระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ภาพและเรื่องราวของท้าวจตุโลกบาล เป็นต้น

            ชั้น ๓ เป็นส่วนจัดแสดงศิลปกรรมไทย  พวกพี่ๆ เขาขึ้นไปดูกัน  ส่วนฉันกับแม่ขึ้นไปไม่ไหวแล้ว

            ของที่ระลึกในวิหารเซียนที่ราคาถูกที่สุดคือหนังสือ  ราคา ๑๐๐ บาท  นอกนั้นล้วนแพงทั้งสิ้น  จี้ห้อยคอทั้งหลาย  เขาบอกว่าเป็นของแท้ ผ่านพิธีศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว

 

            สถานที่ต่อไปคือไร่องุ่น Silver Lake ของสุพรรษา เนื่องภิรมย์  อากาศเย็นสบายมากๆ  สูดหายใจได้เต็มปอด  มีรถบริการพาชมไร่ และให้ลงไปถ่ายรูปตามจุดต่างๆ ๔ จุด

            ก่อนจะลงจากรถเพื่อถ่ายรูปในจุดแรก มีเรื่องตื่นเต้นเล็กน้อย  สาวๆ ร้องวี้ดว้ายเมื่อรถลงไปในแอ่งน้ำขัง  เสียงดังซู่  ยังไม่หายหวั่นไหวจากน้ำท่วม  แม่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการจงใจล้างรถทำความสะอาดก่อนเข้าไร่

            จุดแรกเรียกว่า “ฮอลแลนด์”  จุดเด่นคือสวนดอกไม้และกังหันลม  หลานสนุกกับการเป็นช่างภาพ

            จุดที่สองเรียกว่าอะไรจำไม่ได้ แต่จำได้ว่า สองจุดสุดท้ายไม่มีใครลงไปถ่ายรูป  ตอนนั้น ๑๗.๔๐ น. มืดแล้ว

            หากต้องการรับฟังเสียงบรรยากาศการชมไร่องุ่น ความยาวเกือบ ๑ ชั่วโมง  เชิญคลิกที่

http://audiofarm.org/audiofiles/17800

มัคคุเทศก์พูดรัวไปหน่อยนะ

            มื้อเย็นไปกินข้าวต้มกับผักบุ้งที่ร้านผักบุ้งลอยฟ้า  ลูกค้าร้านนี้ต้องใจเย็นๆ เพราะคนเยอะ และจะได้รับอาหารช้าหน่อย

            วันนี้เป็นการเดินทางที่สนุกที่สุด  กายพร้อม ใจพร้อม เต็มที่